posttoday
คำต่อคำเบิ้มยันสันติภาพฆ่าเอกยุทธ

คำต่อคำเบิ้มยันสันติภาพฆ่าเอกยุทธ

14 มิถุนายน 2556

แม้จะเป็นผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์ แต่ "เบิ้ม" สุทธิพงศ์ มีสีหน้าเรียบเฉย ดูนิ่งๆ แม้ในเวลาที่ถูกนักข่าวซักถามอย่างหนัก

แม้จะเป็นผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์ แต่ "เบิ้ม" สุทธิพงศ์ มีสีหน้าเรียบเฉย ดูนิ่งๆ แม้ในเวลาที่ถูกนักข่าวซักถามอย่างหนัก

เวลา 10.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รองผบ.ตร. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. และนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง นำตัวนายสุทธิพงศ์ พิมพิสาร หรือ เบิ้ม อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาอีกคนที่ร่วมกันก่อเหตุฆ่านายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจชื่อดัง มาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายหลังที่ผู้ต้องหาติดต่อขอมอบตัว โดยพล.ต.ท.คำรณวิทย์ นั่งประกบติดนายสุทธิพงศ์ขณะแถลงข่าวตลดเวลา โดยนายสุทธิพงศ์ เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกนายสันติภาพ เพ็งด้วง คนขับรถนายเอกยุทธ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ ซัดทอดว่าเป็นคนฆ่านายเอกยุทธ และข่มขู่บังคับให้เซ็นเช็คเงินสด 5 ล้านบาท

นายสุทธิพงศ์ สวมเสื้อคอกลมสีดำ กางเกงยีนขายาวสีฟ้า รองเท้าแตะ นั่งอยู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยดูท่าทางนิ่งๆ ไม่สะทกสะท้าน พูดจาสำเนียงเสียงคนปักษ์ใต้ เล่าเหตุการณ์ตอนสังหารนายเอกยุทธว่า ออกจากบ้านที่ย่านลาดกระบังตอนประมาณตี 3 ระหว่างที่กำลังจะกลับรถใต้สะพาน นายบอล เป็นคนบอกให้ไปดูกุญแจมือที่ล็อคอยู่ว่าแน่นหนาหรือไม่ ตนจึงบอกไปว่าปกติเหมือนเดิมไม่มีอะไร นายบอลก็บอกว่าจะไปดูเองพอจอดรถ นายเอกยุทธ ก็เปิดประตูจนหล่นลงจากรถรีบวิ่งหนีไป นายบอล สั่งให้ปิดประตูรถ และวิ่งตามไป จากนั้นเมื่อกลับมาที่รถ นายบอลบอกว่านายเอกยุทธตายแล้ว จากนั้นบอลก็ให้ขึ้นรถและวนกลับไปรับศพอีกฝั่ง เมื่อไปถึงก็เห็นผู้ตายนอนแน่นิ่ง ลิ้นจุกปาก นายบอลกระทืบซ้ำที่หน้าท้อง พร้อมกับพูดว่า “เห็นหรือยังเวลากูโมโห เวลาแค้นเป็นอย่างไร” จากนั้นก็สั่งให้เอาศพขึ้นรถและขับไปตามทาง นายบอล สั่งให้ดึงศพไปไว้ที่เบาะหลังและเอาเชือกอะไรก็ได้รัดคอ ตนจึงถอดเชือกรองเท้าผูกที่คอผู้ตาย จากนั้นบอลก็จอดรถและลงมาช่วยลากศพไปไว้ด้านหลังและขับรถไปทางภาคใต้ แต่ไม่ได้บอกว่าจะไปไหน

นายสุทธิพงศ์ กล่าวด้วยว่า นายบอลบอกให้นอนพักผ่อนในรถเฉยๆ ตนจึงนั่งอยู่กับศพ เมื่อตื่นมาอีกทีก็พบว่า นายบอลกำลังแวะเติมน้ำมันในปั๊มแห่งหนึ่ง จากนั้นบอลก็บอกว่าจะไปพัทลุง เมื่อถึงนครศรีธรรมราชก็ไปพักที่บ้าน นายบอลก็บอกให้นอนพักก่อนแล้วนายบอลก็คุยโทรศัพท์ตลอดโดยที่ไม่ให้ตนรู้อะไรเลย จากนั้นประมาณ 2 ทุ่ม ก็มีคนขับรถมารอ 2 คน ตนไม่รู้จักว่าเป็นใคร ต่อมาบอลก็พาขึ้นรถขับตามทั้งสองคนนั้นไปที่จุดฝังศพ เมื่อไปถึงทั้งคู่ก็มีจอบเตรียมพร้อมไว้แล้ว 2 อันพาลงไปที่ป่าหญ้า และผลัดกันขุดหลุม เมื่อขุดเสร็จก็เดินออกมา แต่ไม่มีใครกล้ายกศพ นอกจากนายบอล นายบอลจึงให้ตนช่วย ระหว่างที่กำลังจะฝังนายบอล ก็ได้ถอดเสื้อผ้าของนายเอกยุทธออก และเอาศพลงไปฝัง ตนก็ช่วยกลบพอเสร็จนายบอลก็คุยกับสองคนนั้น และให้ตนเดินไปเก็บถุงในรถ นายบอลก็ขับรถพาตนไปนอนที่โรงแรม เสื้อผ้าและสิ่งของทุกอย่างของผู้ตาย นายบอลเก็บไว้ในรถแล้วก็บอกว่าจะจัดการเอง

“ตอนสิบเอ็ดโมงเช้า บอลก็ออกไปข้างนอกคนเดียว ให้ผมรอในโรงแรม จากนั้นก็กลับเข้ามาพร้อมกับของกินหลายอย่าง มีทั้งเสื้อผ้า เมื่อกินเสร็จก็นอนพักต่อ กระทั่งตื่นมาห้าโมงเย็นบอลออกไปข้างนอก ก่อนจะกลับมารับผมไปส่งที่ อ.โพธิ์ทอง ให้เงินผมติดตัวเพื่อเดินทางกลับบ้าน ผมอยากกลับบ้านมาก บอลให้เงินมา 1 แสนบาท ผมก็เดินไปขึ้นรถทัวร์มาลงที่ย่านพระราม 2 และนั่งรถแท็กซี่เข้าบ้าน ทั้งนี้ผมไม่ได้เป็นคนเอาเชือกรัดคอจนผู้ตายเสียชีวิต บอลเป็นคนฆ่า ผมรัดคอตอนที่เขาตายแล้ว เพราะบอลสั่ง ผมก็ไม่รู้ว่าบอลคิดอะไรอยู่ แต่สาเหตุที่ร่วมมือช่วยเหลือบอลก็เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ผมไม่รู้จักผู้ตายมาก่อน บอลบอกแค่ว่ามีเรื่อง ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้” นายสุทธิพงศ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวให้นายสุทธิพงศ์ เล่าตอนที่อุ้มนายเอกยุทธที่ร้านอาหารครัวกระแต นายสิทธิพงศ์ กล่าวว่า ไม่รู้จักว่าร้านกระแตอยู่ที่ไหน นายบอล แค่ขอร้องให้ช่วยงานเรื่องหนึ่งและติดต่อกันไม่นานก่อนเกิดเหตุไม่ถึง 1 อาทิตย์ นายบอลบอกว่ามีเรื่องส่วนตัวกับคนๆหนึ่ง พอถามนายบอลก็ไม่บอก พูดแค่ว่า เดี๋ยวก็รู้เอง ตนเห็นว่าเป็นเพื่อนจึงยอมช่วย นายบอลโทรศัพท์บอกให้ไปหาที่ซอยประดิพัทธ์ 12 ตนก็ให้คนขับรถจยย.รับจ้าง ไปส่ง เมื่อถึงท้ายซอยก็ขึ้นรถตู้ที่บอลจอดรออยู่ นายบอลถอยรถเข้าและให้นั่งรอในรถจอดรอนานมากเกือบ 2 ชั่วโมง มีคนเดินออกมาจากร้านหลายคนตนไม่เห็นว่าใครเป็นใคร นายบอลสั่งให้หมอบลง นายบอลขับรถออกมาได้ยินผู้ตายเปิดกระจกบอกให้ไปทางลาดพร้าว ต่อมานายบอลก็จอดรถข้างทางและเปิดกระจกเอาปืนจี้ผู้ตายและกระโดดข้ามมา พร้อมกับบอกให้นายเอกยุทธหมอบลงที่พื้น นายเอกยุทธ ถามนายบอลว่า ทำไมทำกับพี่อย่างนี้ นายบอลก็บอกว่าให้อยู่เฉยๆ ไม่อย่างนั้นยิงตาย

ไอ้เบิ้มหนึ่งในทีมสังหาร กล่าวอีกว่า นายบอล บอกกับนายเอกยุทธด้วยว่า “คิดเหรอว่ากูไม่กล้ายิง” นายเอกยุทธก็พูดว่า “อย่ายิงๆ พี่ไม่ขัดขืนแล้ว ใส่กุญแจพี่เลย ไม่ดิ้นแล้ว” จากนั้นบอลก็ไปหยิบกุญแจมือที่เตรียมไว้มาล็อคที่มือผู้ตาย และบอกให้ตนหยิบกุญแจอีกอันตามไปล็อคที่เท้า แต่ปรากฏว่าล็อคไม่ได้จึงคล้องไว้เฉยๆ จากนั้นนายบอลก็ขับรถพาไปที่บ้านนายเอกยุทธ และสอบถามเรื่องกุญแจเมื่อเดินเข้าไปหาในบ้านก็ไม่เจอ นายบอลจึงให้นายเอกยุทธ โทรศัพท์หาลูกแต่ลูกก็สงสัยเพราะปกติจะรู้ว่ากุญแจอยู่ที่ไหน ทำให้ลูกโทรศัพท์กลับมาสอบถาม ตอนที่นั่งอยู่ในรถตู้กัน 3 คน ลูกชายนายเอกยุทธ นั่งรถจยย.ขี่วนมาที่บ้านหลายรอบ นายบอลก็สั่งให้ตนมอบนายเอกยุทธก็ก้ม กระทั่งลูกชายนายเอกยุทธไปแล้ว นายบอลก็พานายเอกยุทธ เข้าไปในบ้านบนชั้น 2 ก็นั่งคุยกัน นายบอลก็สั่งให้ไปพักผ่อน และค่อยเดินทางตอนช่วงตี 3 เพราะกลัวเจอด่านตรวจ จากนั้นก็เดินทางไปลาดกระบัง ส่วนฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิด นายบอลเป็นคนถอดเอาติดตัวไปด้วยก่อนเอาไปแยกชิ้นส่วนในบ้านพักก่อนที่จะเอาศพผู้ตายไปฝัง ตนไม่รู้ว่านายบอลเอาไปทิ้งไว้ที่ไหนเพราะตนก็ไม่รู้เส้นทาง ผู้สื่อข่าวถามถึงการเซ็นเช็คและรับเงินสด 5 ล้านบาทที่สนามบิน นายสุทธิพงศ์ ตอบว่า นายเอกยุทธ คุยโทรศัพท์สั่งการและดำเนินเรื่องเอง เรื่องเงินก็เห็น แต่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไร นายบอลเป็นคนดำเนินการเอง

บิ๊กแจ๊ดตัดบท

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้ให้นายสุทธิพงศ์ แสดงท่าทางก่อนที่ใช้เชือกรองเท้ารัดคอนายเอกยุทธ ในห้องแถลงข่าวโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชายแสดงเป็นนายเอกยุทธ นายสุทธิพงศ์ ให้การว่า ตอนนั้นนายเอกยุทธ อยู่ในสภาพนอนหงายแผ่หลาปลายเท้าชี้ลงที่ทุ่งนา ลิ้นจุกปากยืดออกมาเหมือนจะหลุด และไม่ได้สวมรองเท้า นายบอล กระทืบศพบริเวณระหว่างท้องกับหน้าอก 3 ครั้ง ทั้งๆ ที่นายเอกยุทธ เสียชีวิตแล้ว จากนั้นก็ลากขึ้นรถหลังจากขับรถออกไปสักพักหนึ่ง นายบอล ก็สั่งให้ตนลากศพยังไงก็ได้ให้ไปอยู่ที่เบาะหลังรถ นายสุทธิพงศ์ แสดงขั้นตอนสำคัญตอนที่ใช้เชือกรองเท้ารัดคอนายเอกยุทธ นายสุทธิพงศ์ กล่าวว่า เสื้อนายเอกยุทธ ถลกมาถึงหน้าอกนอนตะแคงขวาแบบหมดสภาพ จากนั้นก็เอาเชือกผูกรองเท้าของตนผูกที่คอ โดยนายสุทธิพงศ์ นำเชือกคล้องคอผูกปมคล้ายใช้สำหรับผู้เรือได้อย่างทะมัดทะแมงเป็นลักษณะที่ดึงปลายเชือกแล้วสามารถดึงให้รูดมารัดคอเหยื่อ โดยนายสิทธิพงศ์ บอกว่า ไม่ได้รัดคอจนแน่นเพราะนายเอกยุทธ เสียชีวิตไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ตอนไปและกลับจากลาดกระบังไปสนามบินใครเป็นคนคุมตัวนายเอกยุทธ นายสิทธิพงศ์ กล่าวว่า ตนนั่งไปเฉยๆ นายเอกยุทธ ถูกใส่กุญแจมือมีผ้ารองเขาก็ลุกขึ้นไปนั่งเบาะและคุยโทรศัพท์ เขาคุยกันกับนายบอลสองคนโดยไม่ได้มีการบังคับอะไรกันนายเอกยุทธ เป็นคนออกความคิดเอง ถามว่า นายเอกยุทธ เป็นคนเสนอเงินหรือไม่ นายสิทธิพงศ์ ตอบว่า เรื่องเสนอเงินตนไม่รู้ทราบว่ามีการคุยเรื่องกันแต่ก็ไม่ได้บังคับมีการให้กันเอง ผู้สื่อข่าวได้มีการถามว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ตัดบทพร้อมกล่าวว่า เนื่องจากมีเวลาน้อยวันที่ 15 มิ.ย. ต้องนำตัวไปฝากขังและมีความจำเป็นต้องนำตัวนายสิทธิพงศ์ ไปที่จ.พัทลุง ชี้จุดที่ช่วยในการฝังศพและต้องรีบขึ้นเครื่องบินกลัวว่าเวลาจะไม่ทัน

ผบ.ตร.เผย “บอล” เป็นนักเลงพัทลุง

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. กล่าวว่า กรณีนายสันติภาพ เพ็งด้วง หรือนายบอล จากการตรวจสอบพบว่าเป็นนักเลงในท้องที่จ.พัทลุง มีฉายาว่า “บอลนูโว พัทลุง” มีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับการชิงทรัพย์ และกรรโชกทรัพย์มาก่อน นอกจากนี้ ตรวจสอบย้อนหลังการเข้ามาทำงานกับนายเอกยุทธพบว่าที่นายเอกยุทธรับเข้ามาทำงานเพราะดูหน่วยก้านแล้วเป็นคนใจถึง ครั้งแรกมาทำงานเป็นหน่วยรักษาความความปลอดภัยเมื่อปลายปี 2555 ก่อนขยับขึ้นมาเป็นคนขับรถ ทั้งนี้ จากการซักถามพบว่าเหตุจูงใจที่ก่อเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากความแค้น และมีการชิงทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

“ผมอยู่ที่ภาคใต้มาก่อน รู้ว่าคนพัทลุงเป็นคนจริงใจ ซื่อ และตรงไปตรงมา หากทำก็ยอมรับว่าทำ และคดีของนายนายสุทธิพงษ์ หรือเบิ้ม พิมพิสาร ที่ช่วยเพื่อนลงมือทำเพราะจริงใจ รักเพื่อน เมื่อเพื่อนขอร้องให้ช่วยก็ทำ จึงไม่กล้าปฏิเสธเพื่อน”

เชิญหมอพรทิพย์ร่วมทีมสอบคดีเอกยุทธ

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการสืบสวนสอบสวนยืนยันว่าตำรวจไม่ได้เร่งปิดคดี แต่ทำงานในเชิงบูรณาการที่มีความรวดเร็ว ทุกฝ่ายช่วยกันหมด ทั้งเก็บหลักฐาน การชันสูตรศพ รวมถึงการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และทางผู้ต้องหาก็อยู่กับตำรวจได้เพียงแค่ 48 ชั่วโมง จึงต้องมีการเร่งรีบทำงาน อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่จบคดีเพราะยังมีหลายสิ่งที่ต้องทำเพิ่ม แต่ก็ทำด้วยความรวดเร็วเหมือนเดิม นอกจากนี้ ยินดีที่จะเปิดรับข้อมูลของคดีจากฝ่ายอื่นๆ โดยจะเปิดศูนย์หมายเลขด่วน 1599 ที่ใครมีข้อมูลก็สามารถแจ้งเข้ามาได้เพื่อจะประกอบในคดี จะเชิญ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ มาช่วยในการให้ข้อมูลข้อสังเกตของคดีด้วย โดยจะทำหนังสือเชิญไป แต่หากท่านไม่ว่างก็จะให้ตำรวจไปหารือด้วย ทั้งนี้เพื่อให้สังคมเห็นถึงหลักฐานต่างๆ และส่วนตัวมั่นใจว่าตำรวจปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมายทุกอย่าง

“เราอาจจะโชคดีที่ได้รถตู้และผู้ต้องสงสัยได้เร็ว ทำให้คดีมีความคืบหน้า และตำรวจทำตามสิ่งที่ปรากฏ แต่ว่าช่วงต้นของคดีตำรวจทำงานก็ต้องระมัดระวังเพราะคุณเอกยุทธเป็นคนที่มีชื่อเสียง และอยู่ในแวดวงความขัดแย้งทางการเมือง ก็ต้องระวังว่าต้องให้ข่าวอย่างไร เพราะเกรงว่าถูกจับตัวไปก็จะมีอันตราย ก็ต้องระวังในการซักถามผู้ต้องหา กระทั่งเกิดความรอบคอบในการซักถามผู้ต้องหากระทั่งมีการรับสารภาพ และทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานความจริงที่มีอยู่” ผบ.ตร. กล่าว

แม่ “เบิ้ม” ประสานขอให้มอบตัว

ด้านนางชลกร พิมพิสาร อายุ 51 ปี แม่ของนายเบิ้ม ที่ร่วมแถลงข่าวด้วย กล่าวว่า กลัวลูกจะเป็นอันตรายจึงติดต่อสื่อมวลชนให้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอนำลูกมามอบตัว ส่วนตัวไม่รู้ว่าลูกไปก่อเหตุมา มารู้จากดูข่าวว่าลูกชายมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และมีญาติของแฟนลูกชายโทรศัพท์บอกว่าเบิ้มลงมือร่วมก่อเหตุด้วย จึงเกิดความกังวลและตกใจ ไม่คิดว่าลูกจะมาทำแบบนี้และขึ้นมากรุงเทพมหานครเพื่อขอให้ลูกมอบตัว

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง