posttoday
นโยบายเศรษฐกิจไทยภายใต้เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

นโยบายเศรษฐกิจไทยภายใต้เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

14 มิถุนายน 2556

ในตอนที่แล้วผมได้กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยที่เริ่มมีสัญญาณของผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนจากอัตราการขยายตัวของจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 ที่แม้ว่าจะขยายตัวได้ 5.3% แต่ถือเป็นการชะลอตัวลง 2.2% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล จนสภาพัฒน์ต้องตัดสินใจปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือ 4.2-5.2% จากเป้าเดิม 4.5-5.5%

ในตอนที่แล้วผมได้กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยที่เริ่มมีสัญญาณของผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนจากอัตราการขยายตัวของจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 ที่แม้ว่าจะขยายตัวได้ 5.3% แต่ถือเป็นการชะลอตัวลง 2.2% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล จนสภาพัฒน์ต้องตัดสินใจปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือ 4.2-5.2% จากเป้าเดิม 4.5-5.5%

ผมมีข้อเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อนำไปบริหารในสภาวะที่ไม่ปกติ 3 เรื่อง

เรื่องแรก ผมคิดว่ารัฐบาลควรมีมาตรการเพื่อช่วยภาคธุรกิจให้สามารถลดผลกระทบของค่าเงินบาท โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านการสนับสนุนการทำ Forward รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ในการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

เรื่องที่สอง ผมเสนอว่ารัฐบาลควรใช้กลไกนโยบายการคลังในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ

เรื่องที่สาม ซึ่งผมคิดว่าสำคัญและเป็นเรื่องที่น่าจะมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ผมคิดว่ารัฐบาลควรต้องมีมาตรการเพื่อสนับสนุนการลงทุน การส่งออก การผลิตสินค้าและบริการ เช่น

(1) ในด้านการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2556-2560) โดยได้ปรับปรุงทิศทางการส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และปรับตัวต่อสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกและภูมิภาค และในปีที่ผ่านมามีการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนเป็นวงเงินมากกว่า 1 ล้านล้านบาท จึงควรติดตามและเร่งรัดให้มีการเริ่มลงทุนอย่างจริงจังในปีนี้

(2) ด้านการสร้างความมั่นคงและประสิทธิภาพด้านพลังงานเพื่อลดรายจ่าย (ประหยัดพลังงาน) ประเทศไทยต้องเร่งสร้างรายได้จากพลังงานทดแทน (Alternative Energy) และการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน ทั้งนี้ ปัญหาจากการหยุดการจ่ายก๊าซธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมาของไทย ทำให้ทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ได้ตระหนักถึงวิกฤตและความเสี่ยงจากการไม่มีไฟฟ้าใช้ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลในแง่บวกทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนตื่นตัวและร่วมกันประหยัดการใช้ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการร่วมกันประหยัดพลังงานโดยความสมัครใจ

ในระยะต่อไปผมคิดว่ารัฐบาลควรที่จะต้องดำเนินการด้านการจัดการความต้องการใช้พลังงานของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อลดความต้องการใช้พลังงานในระยะยาวตามแผนปฏิบัติการอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ของประเทศ

ส่วนการจัดการด้าน Supply Side จะต้องมีการกระจายแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในอนาคต อาทิ การใช้แหล่งเชื้อเพลิงจากถ่านหิน โดยใช้เทคโนโลยีสะอาด (Clean Coal Technology) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ดำเนินนโยบายควบคู่ไปกับการส่งเสริมการผลิตและใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ เป็นต้น โดยควรเร่งรัดการส่งเสริมการลงทุนในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในบ้านและอาคาร และการผลิตพลังงานชีวมวลของชุมชน โดยให้ขายไฟเข้าระบบของรัฐเมื่อมีส่วนที่เกินความต้องการใช้

(3) ต้องมีมาตรการด้านการกระตุ้นการส่งออก รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการผ่านการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและการขยายตลาดส่งออก โดยมุ่งเน้นตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงการรักษาตลาดส่งออกเดิมในสหภาพยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น รวมทั้งการพัฒนาสินค้า/บริการ โดยพัฒนาสินค้า/บริการให้ได้มาตรฐานสากล มีคุณภาพ มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และรูปแบบที่สดใส และมุ่งพัฒนาสินค้า/บริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

(4) ต้องมีมาตรการด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้นโยบายรัฐบาลที่จะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2558 โดยจำแนกเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศ จำนวน 28.6 ล้านคน รายได้ 1.45 ล้านล้านบาท และนักท่องเที่ยวชาวไทย จากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน 119.5 ล้านคน รายได้ 0.55 ล้านล้านบาท โดยควรเร่งรัดการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยว โดยส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวในต่างประเทศ ทั้งตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคตและตลาดท่องเที่ยวหลักที่เป็นฐานเดิม การขยายตลาด HighEnd ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ

ขณะที่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น เน้นการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวในระยะแรกเพื่อยกระดับคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ ต้องมีการพัฒนาโครงสร้างโลจิสติกส์เพื่อรองรับการท่องเที่ยว ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวปรับปรุงให้เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้สะดวก รวดเร็ว และรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวในเส้นทางตลาดหลัก

ขณะเดียวกัน ต้องสร้างความเชื่อมั่นทางการท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย ปัญหาการเอาเปรียบนักท่องเที่ยวให้เกิดผลโดยเร็ว รวมถึงการจัดให้มีศูนย์อำนวยการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

สุดท้าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องอำนวยความสะดวก โดยการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคด้านการท่องเที่ยวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เช่น ความรวดเร็วของด่านตรวจคนเข้าเมือง

อย่าลืมว่าเศรษฐกิจประเทศไทยที่ยืนอยู่ได้ในปัจจุบันนั้น ภาคบริการด้านการท่องเที่ยวคือเสาค้ำยันมาโดยตลอด

ทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ในปีนี้ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท