posttoday
ธปท.จับเข้าคุยนายแบงก์หาเหตุแข่งเงินฝาก ดอกเบี้ยไม่ลด

ธปท.จับเข้าคุยนายแบงก์หาเหตุแข่งเงินฝาก ดอกเบี้ยไม่ลด

14 มิถุนายน 2556

นับตั้งแต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.50% เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2556 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีธนาคารพาณิชย์แห่งใดปรับดอกเบี้ยตามและยังคงแข่งขันระดมเงินฝากรุนแรง

นับตั้งแต่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.50% เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2556 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีธนาคารพาณิชย์แห่งใดปรับดอกเบี้ยตามและยังคงแข่งขันระดมเงินฝากรุนแรง

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท.เตรียมจะหารือกับธนาคารพาณิชย์ในเรื่องสถานการณ์การเงินในปัจจุบัน หลังจากมีการออกแคมเปญแข่งขันกันระดมเงินฝากค่อนข้างมาก ซึ่งสวนทางกับนโยบายการเงิน แต่ต้องเข้าใจว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลง 0.25% เป็นเพียงการชี้นำอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเท่านั้น แม้ธนาคารพาณิชย์จะดูบ้าง แต่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแต่ละแห่งต้องดูตลาดการเงินเป็นปัจจัยหนึ่ง

“เราต้องรับฟังความเห็นเขาและคงต้องดูการแข่งขันกันแย่งลูกค้า การขยายตัวของสินเชื่อ ซึ่งตอนนี้สินเชื่อก็โตกว่า 10% และยังมีการแย่งลูกค้าจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐด้วย แต่อยากให้นโยบายการเงินส่งผ่านไปถึงธนาคารพาณิชย์” นายประสาร กล่าว

สำหรับหุ้นที่ทรุดตัวลงแรงยังเกิดจากปัจจัยเดิมๆ นักลงทุนกังวลเรื่องคิวอีจึงมีการขายหุ้นนำเงินกลับไปบ้าง แต่สถานการณ์ยังไม่น่าห่วงและปัญหาเงินทุนไหลออกน่าจะมีทั้งคนได้และคนเสีย ส่วนที่จะกระทบภาคธุรกิจใดหรือไม่ ยังไม่เห็นชัดเจนยังต้องติดตามดูต่อไป สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ว่ากระทบนั้น มองต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาฯ ไทยน้อยอยู่แล้ว ยกเว้นกรณีที่ต่างชาติมีภรรยาเป็นคนไทย ฉะนั้น การถอนเงินบาทออกคงไม่น่าจะกระทบมากนัก

น.ส.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่และนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การเทขายพันธบัตรและหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณจะลดระดับการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินสกุลดอลลาร์จากต่างประเทศและเงินบาทในประเทศของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเงินบาทที่อ่อนค่าและความต้องการในตลาดพันธบัตรไทยที่ลดลง

“ตอนนี้ต้องจับตาดูว่านโยบายคิวอีของสหรัฐจะไปทิศทางไหน หลังเขาโยนหินถามทางมาแล้ว ถ้าทยอยลด เงินที่ไหลออกจะกลับเข้ามา แต่ถ้าทำเร็วเกินไปจะกระทบเงินไหลออกและอัตราแลกเปลี่ยน ตอนนี้ฝุ่นตลบ ทำให้คนถอยออกจากตลาดพันธบัตรและตลาดทุนไปถือเงินสดไว้ชั่วคราว ซึ่งหากฝุ่นยังไม่จางแนวโน้มการออกไปลงทุนในต่างประเทศของธุรกิจไทยอาจชะลอลง เพราะคนต้องระมัดระวัง” น.ส.สุทธาภา กล่าว

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายชาติ ตั้งแต่ บราซิล อินโดนีเซีย อินเดีย เริ่มใช้มาตรการสกัดกั้นทุนต่างชาติไหลออกกันแล้ว หลังจากค่าเงินของหลายชาติอ่อนตัวอย่างรวดเร็ว

บลูมเบิร์ก รายงานว่า ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ธนาคารกลางอินเดียได้เทขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาจำนวนมาก เพื่อชะลอการอ่อนค่าลงของค่าเงินรูปี

ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกัน 2 วัน หลังจากที่ค่าเงินอ่อนค่าลงไปแตะที่ระดับ 9,925 รูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐ เป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2552

นอกจากนั้น ธนาคารกลางอินโดนีเซียจะเดินหน้าเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐต่อไป พร้อมกับเข้าซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลบราซิลได้เปิดเผยว่า เตรียมที่จะยกเลิกการเรียกเก็บภาษีอนุพันธ์ทางการเงินสกุลเงินท้องถิ่นแล้ว หลังจากที่ค่าเงินรีลของบราซิลร่วงลงแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี เช่นกันก่อนหน้านี้ นายกุยโด มันเตกา รัฐมนตรีคลังบราซิล ก็ได้ประกาศยกเลิกการเรียกเก็บภาษี 6% จากการลงทุนในพันธบัตรบราซิลของนักลงทุนต่างชาติมาแล้วเช่นกัน

บลูมเบิร์ก รายงานด้วยว่า กระแสการไหลออกของเงินทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยจากการรวบรวมของบลูมเบิร์กพบว่านักลงทุนต่างชาติได้ถอนเงินออกจากตลาดหลักทรัพย์ใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย รวมแล้วกว่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเดือนนี้

ด้านนายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า จากที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยนับจากวันที่ 23 พ.ค.ไปแล้ว กว่า 5.5 หมื่นล้านบาท ประเมินว่าจะขายอีกไม่เกิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการอ้างอิงจากตอนเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551-2552 ที่ต่างชาติขายหุ้นไทยไปประมาณ 30% ของยอดซื้อสะสมสุทธิ และตั้งแต่ต้นปี 2554 ต่างชาติมียอดซื้อสะสมสุทธิหุ้นไทยกว่า 1 แสนล้านบาท ดังนั้น จึงเหลือแรงขายอีกไม่มาก

“อาจจะเห็นรายย่อยยังมีแรงรับอยู่ตรงแนวรับสำคัญที่ 1,350-1,380 จุด แสดงว่าไม่กลัว และผมเชื่อว่าน่าจะเอาอยู่” นายวิน กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท