
อุ้ม "บุญทรง" รัฐบาลทรุดทั้งกระดาน
ส่งสัญญาณเดินหน้าลุยโครงการรับจำนำข้าวต่อไป แบบไม่สนใจความเสียหายที่ตามมา ยิ่งในวันที่ข้อมูลความเสียหายเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ส่งสัญญาณเดินหน้าลุยโครงการรับจำนำข้าวต่อไป แบบไม่สนใจความเสียหายที่ตามมา ยิ่งในวันที่ข้อมูลความเสียหายเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวเลขการขาดทุนจากการดำเนินโครงการ และคดีความที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าโครงการที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยขายฝันว่าจะช่วยยกระดับรายได้ของชาวนากำลังจะสร้างปัญหาสร้างหนี้ให้กับประเทศแทน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันเหตุผลเดิมว่า โครงการรับจำนำข้าวทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น การหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแรงขึ้น
แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าโครงการรับจำนำข้าวจะเป็นเป้าใหญ่ที่จะถูกโจมตี แต่ก็ไม่มีทางเลือกเมื่อนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ไม่ใช่แค่เป็นเพียงหนึ่งในนโยบาย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” แต่เป็นจุดขายสำคัญที่นำมาบลัฟกลับโครงการประกันรายได้ของพรรคประชาธิปัตย์
ทางเลือกที่จะยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวจึงถูกปิดตาย เพื่อป้องกันการเสียเครดิตทางการเมือง ทางออกที่ทำได้มากที่สุดจึงเป็นเพียงแค่ปรับแต่งแก้ไขในบางจุดบางเรื่อง
แม้เก้าอี้ของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ที่ถูกสั่นคลอนต่อเนื่องในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าวโดยตรง เมื่อต้องเผชิญแรงเสียดทานทั้งในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอภิปรายเพิ่มเติมในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2557
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ “บุญทรง” จะถูกปรับออกจาก ครม. เพื่อตัดตอนความผิดไม่ให้บานปลาย ลุกลามสั่นสะเทือนไปทั้งรัฐบาล
เมื่อสถานะของ “บุญทรง” ถือเป็นคนสนิทของ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ถึงขั้นได้รับความไว้วางใจให้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอ
ก่อนหน้านั้นเมื่อครั้ง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี “บุญทรง” ก็รับหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัว คอยติดตามไปปฏิบัติภารกิจตามที่ต่างๆ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับเจ้าแม่วังบัวบาน
ดังนั้น ถึงจะมีความพยายามจะแซะเก้าอี้อยู่หลายระลอกในช่วงการปรับ ครม.ที่ผ่านมา แต่ “บุญทรง” ก็ยังเหนียวแน่นไม่ถูกปรับออกง่ายๆ
สุดท้ายแรงกดดันจากความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวก็จะย้อนกลับมาหารัฐบาล และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร และยังพ่วงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) อีกตำแหน่งด้วย
ที่สำคัญโครงการรับจำนำข้าวที่ว่ากันว่าจะเป็นระเบิดเวลาลูกสำคัญถล่มรัฐบาลนั้น เวลานี้ตัวเลขจากการขาดทุน ที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอ้างอิง ณ วันที่ 31 ม.ค. 2556 นั้นมียอดรวมกว่า 2.2 แสนล้านบาท จากการรับจำนำข้าว 3 ฤดูกาล
แบ่งเป็น โครงการข้าวนาปี ปี 2554/2555 จำนวน 4.2 หมื่นล้านบาท โครงการข้าวนาปรัง ปี 2554/2555 จำนวน 9.3 หมื่นล้านบาท และโครงการข้าวนาปี ปี 2555/2556 จำนวน 8.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีการปิด เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการอีก 4 หมื่นล้านบาท รวมแล้วคาดว่าน่าจะขาดทุนราว 2.6 แสนล้านบาท
ที่ผ่านมาถึงรัฐบาลจะปฏิเสธว่าตัวเลขการขาดดุลไม่ถึง 2.6 แสนล้านบาท แต่ก็ไม่อาจหาตัวเลขที่แท้จริงมาหักล้างได้
ยิ่งทำให้เงื่อนงำการขาดทุนจากโครงการนี้เป็นที่สงสัยมากยิ่งขึ้น และหากยังยืนยันเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป ความเสียหายก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น
รวมไปถึงข้าวที่ค้างอยู่ในโกดัง และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะระบายออกไปได้ หากรวมกับข้าวรอบใหม่ที่จะรับจำนำเข้ามาในเร็วๆ นี้ ย่อมส่งผลต่อทั้งสถานที่เก็บ และราคาที่ย่อมต้องลดลงไปเรื่อยๆ ตามกลไกตลาด
เช่นเดียวกับช่องว่างส่วนต่างที่รัฐบาลจะต้องแบกรับจากการจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ย่อมต้องเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่รวมกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใส ที่เริ่มมีหลักฐานชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายรัฐบาลก็ทำได้เพียงแค่มอบหมาย “วราเทพ รัตนากร” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาช่วยสะสางปัญหารุมเร้า ด้วยการเป็นตัวกลางบูรณาการข้อมูลทั้งหมด เพื่อประมวลผล กลั่นกรอง ก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อให้เป็นเอกภาพ
แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการปรับเปลี่ยนตัวคนให้ข่าว เพราะ “เผือกร้อน” นี้เคยถูกโยนไปให้ ทั้งบุญทรง กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อาจรับมือกับปัญหาใหญ่ได้
ตราบใดที่รัฐบาลยังยืนยันเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไป ก็ต้องพร้อมที่จะรับแรงเสียดทานที่จะตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลให้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ







