posttoday
สถานการรืความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลังจากการเจรจาเพื่อสันติภาพ

สถานการรืความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลังจากการเจรจาเพื่อสันติภาพ

13 มิถุนายน 2556

ภายหลังการลงนามการแสดงเจตนารมณ์ทั่วไปในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่าง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กับ นายฮัสซัน ตอยิบ ผู้นำขบวนการบีอาร์เอ็นโคออดิเนต เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2556 โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ตั้งแต่วันนั้นผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนที่จะมีการพูดคุยครั้งต่อไปในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ โดยภาพรวมแล้วอาจจะด้วยเหตุของความเร่งรีบ ความไม่พร้อม หรือเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของใครบางคน ผนวกกับความไม่มีเอกภาพของแต่ละหน่วยงานของฝ่ายรัฐบาลไทย ที่ดูเหมือนว่า (เกือบ) จะไม่มีการประสานการทำงานร่วมกันกับฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายต่างประเทศ และหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (เท่าที่ควร) ทำให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ภายหลังการลงนามการแสดงเจตนารมณ์ทั่วไปในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่าง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กับ นายฮัสซัน ตอยิบ ผู้นำขบวนการบีอาร์เอ็นโคออดิเนต เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2556 โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ตั้งแต่วันนั้นผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนที่จะมีการพูดคุยครั้งต่อไปในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ โดยภาพรวมแล้วอาจจะด้วยเหตุของความเร่งรีบ ความไม่พร้อม หรือเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของใครบางคน ผนวกกับความไม่มีเอกภาพของแต่ละหน่วยงานของฝ่ายรัฐบาลไทย ที่ดูเหมือนว่า (เกือบ) จะไม่มีการประสานการทำงานร่วมกันกับฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายต่างประเทศ และหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (เท่าที่ควร) ทำให้สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ผลที่ตามมาก็คือ ประชาชนในพื้นที่เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ไปในทางลบ ความคาดหวังเริ่มจะเลือนราง บางส่วนเริ่มที่จะขาดความเชื่อมั่นและตั้งคำถามขึ้นมาว่า กระบวนการพูดคุย (เจรจา) ในครั้งนี้ เป็นการพูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพ หรือเป็นเพียงการสร้างภาพ (กันแน่) เพราะด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบที่ดูเหมือนว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนวิเคราะห์ผลแล้วถึงขนาดสรุปว่า “เป็นผลมาจากการรีบเร่งลงนามระหว่าง สมช. กับกลุ่มแกนนำบีอาร์เอ็น” อย่างที่หลายคนเคยตั้งข้อสังเกตไว้แล้วก่อนหน้านี้จริง

เพราะเท่าที่ผ่านมาหากมองให้ลึกและไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว จะเห็นว่ารัฐบาลไทยกำลังตกเป็นเบี้ยล่างของการพูดคุย (เจรจา) ตั้งแต่ต้นทาง อันเนื่องมาจากการไปให้การยอมรับถึงการมีตัวตนของกลุ่มบีอาร์เอ็นต่อสายตาประชาคมโลกอย่างที่เคยมีคนท้วงติงไว้ และการลงนามไว้ก่อนที่จะมีการกำหนดกรอบการเจรจา ทำให้ฝ่ายตรงกันข้ามมีข้ออ้างที่จะหาทางบิดพลิ้วต่อรองการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างที่เห็น

มาถึงวันนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามที่หลายคนคาดการณ์ไว้จริง เพราะอย่างที่ปรากฏ ทางฝ่ายบีอาร์เอ็นเมื่อรู้ว่าตนเองได้เปรียบ คนกลุ่มนี้ก็เริ่มที่จะนำเสนอข้อเรียกร้องต่อรองการเจรจาออกมาในหลากหลายรูปแบบผ่านทางสื่อออนไลน์ youtube ดังที่เป็นข่าว การกระทำดังกล่าวเหมือนเป็นการโยนหินถามทางก่อนที่จะมีการพูดคุย (เจรจา) ในครั้งต่อๆ ไป การชิงพื้นที่ข่าวดังที่ปรากฏ เหมือนต้องการจะแสดงให้สังคมโลกได้เห็นถึงความได้เปรียบในการเจรจาต่อรองของกลุ่มตนเอง การออกมาให้ข่าวหรือแถลงการณ์ในรูปแบบดังกล่าว นับได้ว่าเป็นอุปสรรค เป็นขวากหนามหรือเงื่อนไขที่สร้างขึ้นมาเพื่อต่อรองให้การพูดคุย (เจรจา) ในครั้งต่อไปยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในสายตาของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว กำลังมองว่าทางฝ่ายรัฐบาลไทยกำลังจะเพลี่ยงพล้ำต่อคู่เจรจา จึงสามารถมองได้ว่าเหตุผลหลักของการตกเป็นเบี้ยล่างของฝ่ายรัฐบาลไทย ก็น่าจะมาจากความรีบเร่งของการลงนามในวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่า การลงนามในครั้งนั้นไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายความมั่นคงและอีกหลายๆ ฝ่ายที่เป็นหน่วยงานหลัก ที่น่าจะเข้ามามีส่วนในการกำหนดกรอบการพูดคุย (เจรจา) ดังที่เคยท้วงติงมาแล้ว

ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลจะพยายามออกมาปฏิเสธว่าสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้ไม่ได้ทวีความรุนแรงไปกว่าเดิม แต่เป็นเพียงการก่อเหตุร้ายรายวันปกติ แต่หากนำสถิติและความถี่ของการก่อเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลังการลงนามเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2556 มาพิจารณาดูแล้ว จะได้ภาพที่ชัดเจนในทันทีว่า เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ปกติหรือไม่อย่างไร?

หากมองย้อนหลังไปยังการพูดคุย (เจรจา) ในครั้งที่ผ่านมา ก็ยิ่งชัดเจนว่าเงื่อนไขหนึ่งที่ทางฝ่ายรัฐบาลไทยเสนอให้ทางกลุ่มบีอาร์เอ็นปฏิบัติเป็นอันดับแรกเพื่อแสดงถึงความจริงใจ แสดงออกถึงความเป็นผู้นำในการเจรจาว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง และยังมีบารมีในการสั่งการในพื้นที่อยู่ ด้วยการให้กลุ่มบีอาร์เอ็นที่ปฏิบัติการอยู่ลดการก่อเหตุความรุนแรงลง และละเว้นเป้าหมายที่อ่อนแอลงให้ได้อย่างชัดเจน แต่หลังการพูดคุย (เจรจา) สองครั้งที่ผ่านมา (28 มี.ค. และ 29 เม.ย. 2556) ความถี่ของการก่อเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้กลับทวีความรุนแรงขึ้น

ถ้าพิจารณาสถิติในช่วงเดือน พ.ค. 2556 เปรียบเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา ก็จะพบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ พ.ศ. 2555 เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบจำนวน 28 เหตุการณ์ สูญเสีย (บาดเจ็บและเสียชีวิต) 81 ราย ส่วน พ.ศ. 2556 เกิดเหตุการณ์ 38 เหตุการณ์ สูญเสีย (บาดเจ็บและเสียชีวิต) 108 ราย

นอกจากนั้น ยังพบว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเป้าหมายอ่อนแอ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน จ.ปัตตานี ดังนี้

วันที่ 21 มี.ค. 2556 เกิดเหตุการณ์ระเบิดในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ทำให้นางแวลีเมาะ เจะเลาะ (แม่) บาดเจ็บ และ ด.ช.นิโซเฟียน นิสะนิ (ลูก) เสียชีวิต

วันที่ 25 มี.ค. 2556 เกิดเหตุการณ์ที่ อ.โคกโพธิ์ โดยการประกบยิงในขณะไปกรีดยาง ทำให้นางนุกูล ปานแดง เสียชีวิต

วันที่ 13 เม.ย. 2556 เกิดเหตุการณ์ที่ อ.ทุ่งยางแดง โดยการประกบยิงระหว่างการเดินทางกลับจากการทำบุญสงกรานต์ ทำให้นางสมพิศ พรายงาม (แม่) บาดเจ็บ และ น.ส.ขวัญฤดี ตรีแสง (บุตร) เสียชีวิต

วันที่ 21 เม.ย. 2556 เกิดเหตุการณ์ที่ อ.โคกโพธิ์ โดยการประกบยิงระหว่างการเดินทางไปบอกบุญเพื่อนบ้าน ทำให้นางสมปอง พรหมรักษา บาดเจ็บ และนางอำพร ทวีสุวรรณ เสียชีวิต

วันที่ 22 เม.ย. 2556 เกิดเหตุการณ์ที่ อ.โคกโพธิ์ โดยการประกบยิงหน้าโรงเรียนบ้านป่าไร่ ทำให้นางนภารัตน์ สะนิ และนางวันเพ็ญ อินทร์ทองแก้ว ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 1 พ.ค. 2556 เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนขวัญให้กับคนไทยทั้งประเทศที่ อ.เมือง โดยการกราดยิงและยิงซ้ำในร้านขายของชำ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 6 ราย ในที่เกิดเหตุ โดยหนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัย 2 ขวบ ชื่อ ด.ช.จักรรินทร์ เอียงมา (น้องไตเติ้ล) ซึ่งโดนกราดยิงและยิงซ้ำที่ศีรษะจนเสียชีวิตพร้อมบิดา (นายสมาน เอียงมา)

วันที่ 19 พ.ค. 2556 เกิดเหตุการณ์ที่ อ.สายบุรี โดยการประกบยิงทหารพรานหญิง ระหว่างเดินทางกลับจากการไปเยี่ยมญาติ ทำให้ ด.ช.ซารีฟ วามะ และ ด.ญ.อิฟฟารา วามะ (ลูก) ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ ส.ต.หญิง อานัสตาเฟีย ดือมาลี (แม่) เสียชีวิต และยิ่งกว่านั้นยังพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวยังเกิดเหตุการณ์ที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เช่น

การเกิดเหตุการณ์ขึ้นกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายพลเรือน เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2556 เกิดเหตุการณ์วางระเบิดรถยนต์บนถนนสายยะลา–เบตง สาย 410 บริเวณ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ทำให้นายอิศรา ทองธวัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เสียชีวิต พร้อมกับนายเชาวลิต ไชยฤกษ์ ปลัดฝ่ายป้องกันจังหวัดยะลา และนายสะตอปา เจ๊ะเลาะ พลขับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส

การระเบิดและลอบวางเพลิงเรือประมง เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2556 เกิดเหตุการณ์ปาระเบิดเรือประมงขนาดใหญ่และขนาดเล็ก จำนวน 3 ลำ ซึ่งจอดลอยลำอยู่ในแม่น้ำปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี และที่ อ.สายบุรี ก็มีการลอบวางเพลิงเรือประมง จำนวน 1 ลำ ในเวลาใกล้เคียงกัน

การขุดหลุมฝังระเบิดขนาดใหญ่บนถนนสายหลักทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 (ปัตตานี–นราธิวาส) เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2556 เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรถบัสของกรมการขนส่งทหารเรือ ช่วง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตจำนวน 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย

การวางระเบิดในห้องพักโรงแรม เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2556 เกิดเหตุลอบวางระเบิดในห้องพักโรงแรมเอเชีย อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 6 คน

การลอบวางระเบิดรถพยาบาล เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2556 เกิดเหตุลอบวางระเบิดรถยนต์ตู้พยาบาลของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และรถกระบะของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด บนถนนเส้นทางมุ่งเข้าสู่ตัวเมืองยะลา บริเวณ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา ทำให้มีเจ้าหน้าที่และประชาชนบาดเจ็บ 7 ราย

การปล้นรถขนเงิน เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2556 เกิดเหตุปล้นรถขนเงินและมีการปะทะกันที่ริมถนนสายปัตตานีนราธิวาส บริเวณหน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาปาลัส ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรถขนเงิน เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย และประชาชนถูกลูกหลงบาดเจ็บ 2 ราย โดยคนร้ายได้เงินไปเป็นจำนวน 5.8 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69