
ชะลอคิวอี จีนโตอืด ทุนหนีเอเชีย ค่าเงินยวบ
เกิดเป็นกระแสนักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์ในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียกันอย่างพร้อมเพรียง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เกิดเป็นกระแสนักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์ในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียกันอย่างพร้อมเพรียง จนส่งผลให้ตลาดหุ้นของเอเชียปรับตัวร่วงแรง และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบปี 2556 ทั้งๆ ที่ไม่กี่เดือนก่อนหน้าเพิ่งจะแสดงผลทำสถิติดีที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น
กระทั่งนักวิเคราะห์ทุกสำนักต่างสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่าภูมิภาคเอเชียในขณะนี้กำลังเผชิญหน้ากับปริมาณทุนไหลออกมหาศาล ซึ่งกระเทือนต่อเสถียรภาพของค่าเงินแต่ละประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวร่วงระนาว และสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนจนบรรดารัฐบาลในเอเชียเริ่มหวาดวิตกว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเอเชียเมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชียแปซิฟิก ดัชนีชี้วัดสำคัญของภูมิภาคไม่รวมประเทศญี่ปุ่น ปรับตัวลดลง 0.6% หรือที่ 130.72 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนครึ่ง และนับเป็นการขาดทุนของดัชนีดังกล่าวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6 ซึ่งถือได้ว่ายาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีที่แล้ว
ด้านดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นวันที่ 12 มิ.ย. ปรับลดลง 0.2% ปิดตลาดที่ 13,289.32 จุด ดัชนีคอสปิ เกาหลีใต้ ปิดที่ 1,909.91 จุด ลดลง 0.6% ดัชนีเอฟทีเอสอี สเตรทไทม์ส ของสิงคโปร์ ปิดที่ 3,154.53 จุด ลดลง 0.5% ดัชนีเซ็นเซ็กของอินเดีย ปิดที่ 19,077.56 จุด ลดลง 0.3% ดัชนีเอสแอนด์พี/เอเอสเอ็กซ์ 200 ของตลาดออสเตรเลียปิดที่ 4,724.50 จุด ลดลง 0.7% และดัชนีหุ้นไทยยังร่วงต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า โดยปิดตลาดลดลง 1.32% มาอยู่ที่ 1,433.47 จุด
ขณะที่ตลาดของหุ้นจีน ฮ่องกง และไต้หวัน ปิดทำการเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. เนื่องในเทศกาลเรือมังกร ขณะที่ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปิดทำการเนื่องในวันชาติ
ด้านข้อมูลจากบลูมเบิร์ก สรุปว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 37 มิ.ย. มีปริมาณการเทขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติในตลาดสำคัญในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหลักทรัพย์ไทยคิดเป็นมูลค่าเงินไหลออกสูงถึง 684 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 517 ล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ เวียดนาม 14 ล้านเหรียญสหรัฐ ไต้หวัน 987 ล้านเหรียญสหรัฐ และเกาหลีใต้ ที่ 740 ล้านเหรียญสหรัฐ
ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก รวมถึง โจ ไวเซนธัล นักวิเคราะห์ตลาดจากบิซิเนสอินไซเดอร์ แสดงความเห็นว่า การที่นักลงทุนต่างชาติหันหน้าหนีตลาดหุ้นในเอเชียหนนี้มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลัก 4 ประการด้วยกัน
ประการแรกสุดคือ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดวงเงินในโครงการซื้อคืนพันธบัตร ส่วนหนึ่งของมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ซึ่งในปัจจุบันนี้เฟดซื้อคืนพันธบัตรต่อเดือนอยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการกระทำข้างต้นจะส่งผลให้ราคาพันธบัตรสหรัฐถูกลง ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น จนดึงดูดนักลงทุนให้หันกลับไปลงทุนในตลาดบอนด์สหรัฐเพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า
นอกจากนี้ ข้อมูลจากคณะกรรมการระบบธนาคารกลางสหรัฐยังแสดงให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงระยะเวลา 10 ปี มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเป็นครั้งแรก โดยผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก ระบุว่า เป็นเรื่องปกติที่เงินจะไหลเข้าหาแหล่งที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงหรือมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เห็นได้จากกรณีก่อนหน้าที่เฟดประกาศลดอัตราดอกเบี้ยจนเกิดทุนร้อนไหลเข้าตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จำนวนมาก จนทำให้หลายประเทศในเอเชียต้องงัดมาตรการออกมาสกัดเพื่อป้องกันสภาวะฟองสบู่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า สภาวะวุ่นวายผันผวนในตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงภูมิภาคเอเชียขณะนี้ นอกจากจะทำให้รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ปวดหัวแล้ว บรรดาคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินของเฟดก็น่าจะกุมขมับบ้างแล้วเช่นกัน
ไซมอน เดอร์ริก นักกลยุทธ์จากธนาคารนิวยอร์ก เมลลอน อธิบายว่า เป็นเพราะประเทศเหล่านี้ถือครองพันธบัตรสหรัฐไว้เป็นจำนวนมากในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ ดังนั้นการที่เฟดลดคิวอีจนเกิดสภาวะช็อกจากทุนไหลออกของตลาดเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ อาจทำให้รัฐบาลของประเทศดังกล่าวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเทขายพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐทิ้ง ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐไม่อาจปรับตัวขึ้นได้ตามที่เฟดคาดหวังไว้
สำหรับปัจจัยประการต่อมาก็คือ การที่เศรษฐกิจของประเทศจีน มหาอำนาจอันดับหนึ่งของภูมิภาคเอเชียชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลให้เกิดความหวาดวิตกต่อสภาวะการเติบโตของอีกหลายประเทศในภูมิภาค เหตุเพราะประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียผูกพันและพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศจีน ดังนั้นการที่จีนมีสัญญาณชะลอตัว จึงหมายถึงการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลดลง ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการส่งออกของประเทศเหล่านั้น ทำให้นักลงทุนเริ่มไม่เชื่อมั่นที่จะนำเงินเข้ามาลงทุน
ยืนยันได้จากเพียงไม่นานหลังจากที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่าการส่งออกของประเทศในเดือน พ.ค. มีการขยายตัวเพียง 1% เท่านั้น ขณะที่ยอดค้าปลีก ระดับเงินเฟ้อ และดัชนีราคาผู้ผลิตต่างปรับตัวลดลง ตลาดหุ้นทั่วเอเชียก็ปรับตัวลดลงตามอย่างทั่วหน้าเช่นกัน
ขณะที่อีกหนึ่งปัจจัยหลักคือ ปัจจัยจากญี่ปุ่น โดยเป็นผลจากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ซึ่งเพิ่งจะประกาศใช้มาตรการคิวอีเพื่อแก้ปัญหาเงินฝืด ไม่ยอมแสดงท่าทีล่าสุดให้ชัดเจนว่าจะอัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มหรือไม่ เพื่อยุติความผันผวนในตลาดพันธบัตร ทำให้ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลต่อตลาดหุ้นในเอเชีย
ยิ่งเมื่อบวกกับตัวเลขยอดสั่งซื้อเครื่องจักรล่าสุดของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นดัชนีคาดการณ์การใช้จ่ายเงินของบริษัท ปรับตัวลดลง 8.8% มากกว่าที่นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กคาดไว้ที่ 8.1% ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ยังไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจควักเงินใช้จ่ายเพื่อขยับขยายกิจการ และกลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่นักลงทุนต่างชาติใช้เพื่อขนเงินออกจากเอเชีย
ส่วนปัจจัยหลักประการสุดท้ายคือ ความเคลื่อนไหวจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี เพิ่งจะออกมายืนยันชัดเจนว่าจะไม่มีการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ อีก ภายหลังประกาศลดอัตราดอกเบี้ยจนเหลืออยู่ที่ 0.5% และใช้นโยบายซื้อคืนพันธบัตรกับชาติที่มีปัญหาในการระดมทุนในตลาดพันธบัตร ดังนั้นจึงหมายความว่าจะไม่มีเม็ดเงินไหลออกจากภูมิภาคยุโรปเหมือนที่ผ่านมา
แมทธิว เชอร์วูด หัวหน้าศูนย์วิจัยเพอร์พิชัวร์ในซิดนีย์ สรุปว่า ความสับสนจากท่าทีที่ไม่ชัดเจนของธนาคารกลางในภูมิภาคหลักๆ ของโลก บวกกับการเติบโตที่ชะลอตัวของจีน ส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของทุนกับสภาพคล่องในเอเชีย รวมถึงทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในสภาวะผันผวนและเผชิญกับการไหลเข้าๆ ออกๆ ของทุนเหล่านี้ โดยตลาดในเอเชียจะเผชิญกับความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากยังไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกันเพียงพอสำหรับลักษณะความเคลื่อนไหวของทุนในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน เฮนรี สติปป์ ผู้จัดการกองทุนเทรดนิดเดิล แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การที่นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายหลักทรัพย์ในเอเชีย แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานจำเป็นสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของบางประเทศในระยะยาวยังแข็งแกร่งดีอยู่เมื่อเทียบกับชาติตะวันตก เป็นผลมาจากการที่นักลงทุนเหล่านั้นผิดหวังกับท่าทีของธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่ไม่สามารถแสดงให้ตลาดเกิดความเชื่อมั่นได้ว่ามีระเบียบข้อบังคับในการรับมือและต้านทานเพียงพอ
ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียในขณะนี้ ก็คือการหามาตรการป้องกันไม่ให้ทุนไหลออกมากเกินไปจนส่งผลต่อสภาพคล่องและเสถียรภาพของค่าเงินประเทศ เช่นเดียวกัน การจัดวางนโยบายที่แสดงให้เห็นว่าประเทศมีการเฝ้าเตรียมพร้อมรับมือในกรณีที่สถานการณ์เกิดพลิกผันจนทำให้ทุนไหลเข้าอีกระลอก







