posttoday
รัฐบาลกลัวเงาของตัวเอง

รัฐบาลกลัวเงาของตัวเอง

13 มิถุนายน 2556

เห็นข่าวเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง รายงานว่า นายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ มีอาการปรี๊ดแตกระหว่างการประชุมในการกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกในการประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2556 โดยกล่าวตำหนิผู้เข้าประชุมว่า “ตอนนี้ดิฉันโดนอยู่คนเดียว โดนถล่มอยู่ตลอด ไม่เห็นมีใครออกมาช่วยบ้างเลย รับเละอยู่คนเดียว อยากให้ทุกคนดูงานในกระทรวงของตัวเอง ออกมาชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบบ้าง ข่าวที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นข่าวที่เป็นผลดีกับรัฐบาลเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นข่าวที่ไม่ดี เป็นข่าวลบต่อรัฐบาลทั้งนั้น”

เห็นข่าวเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง รายงานว่า นายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ มีอาการปรี๊ดแตกระหว่างการประชุมในการกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกในการประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2556 โดยกล่าวตำหนิผู้เข้าประชุมว่า “ตอนนี้ดิฉันโดนอยู่คนเดียว โดนถล่มอยู่ตลอด ไม่เห็นมีใครออกมาช่วยบ้างเลย รับเละอยู่คนเดียว อยากให้ทุกคนดูงานในกระทรวงของตัวเอง ออกมาชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบบ้าง ข่าวที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นข่าวที่เป็นผลดีกับรัฐบาลเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นข่าวที่ไม่ดี เป็นข่าวลบต่อรัฐบาลทั้งนั้น”

หากข่าวนี้เป็นจริง นายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ น่าจะดีใจที่สื่อให้ผลงานถึง 30 เปอร์เซ็นต์ (เพราะคุมสื่อได้เกือบทั้งหมด ถึงได้มาตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์) หลายคนวิจารณ์ว่าตั้งแต่นายกฯ ปู ยิ่งลักษณ์ เข้าบริหารประเทศจนเกือบครบ 2 ปีแล้ว หาผลงานที่พอจะเอามาคุยได้ยากเหลือเกิน แม้รัฐบาลพยายามโฆษณาชวนเชื่อมากมายก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นความล้มเหลวของรัฐบาลหาได้ง่ายมาก แตะไปตรงไหนเน่าไปหมด มีครูบาอาจารย์ ท่านผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญได้กรุณาสรุปมาให้อ่านอย่างมากมายเป็นระยะๆ เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากรนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังท่านหนึ่งของประเทศ ได้เขียนถึงรัฐบาลตอนหนึ่งว่า “จนกระทั่งถึงวันนี้เกือบ 2 ปีแล้ว การที่รัฐบาลไม่ยอมชี้แจงผลงานเพราะบริหารนโยบายล้มเหลวหรือไม่ แรงโด๊ปจากแคมเปญโปรโมชันหลายนโยบายวันนี้ชักแผ่วลง เศรษฐกิจเริ่มรวนเร เงินในกระเป๋าไม่อู้ฟู่เหมือนที่คุยไว้ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาคหลายตัวบ่งบอกว่า เศรษฐกิจไทยกำลังดำดิ่งเสื่อมทรุดต่ำลงอย่างมีผลกระทบที่สำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศและเศรษฐกิจประชาชนในการดำรงชีวิตแต่ละวัน” จากนั้นท่านกรุณาอธิบายเพิ่มเติม ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นอีก คือ

(1) เศรษฐกิจโตต่ำกว่าเป้า (2) การส่งออกขยายตัวต่ำกว่าเป้า (3) ของแพง แรงซื้อหดหาย กิจการรายย่อยปิดตัว คนตกงาน (4) หนี้ครัวเรือนพุ่ง (5) ผู้จบปริญญาตรีว่างงานนับแสนคนแล้ว (6) เศรษฐกิจปากท้องชีวิตคนไทยกำลังย่ำแย่ ในขณะที่มีผู้ยากไร้แร้นแค้นเต็มประเทศ รัฐบาลกลับออกกฎหมายจัดตั้งกองทุนเทียบบำนาญสำหรับ สส. และ สว. ซึ่งเป็นเงินจากภาษีประชาชนทั้งสิ้น รัฐบาลเล็งฉกเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่งคั่ง ไปลงทุนด้านปิโตรเลียม เพื่อผลประโยชน์นายทุนด้านพลังงาน ท่านได้ตบท้ายว่า เศรษฐกิจไทยดำดิ่งเสื่อมทรุดต่ำลง พร้อมกับการคอร์รัปชันโกงกินฉ้อฉลระบาดทั้งแผ่นดินถึงสิ้นชาติเพราะไม่แก้จริงจัง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยิ่งบริหารยิ่งลำบาก

อ่านแล้วเห็นภาพชัดเจน ในขณะที่ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ ได้กล่าวในการเสวนาวิจารณ์นโยบายประชานิยมของรัฐบาลว่า “ทำคนอ่อนแอ รัฐเสียหาย” และยังมีครูบาอาจารย์นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์พูดถึงรัฐบาลในโอกาสต่างๆ แต่มีสาระคล้ายคลึงกันที่รัฐบาลควรรับฟังและนำไปปรับปรุง เพราะท่านเหล่านี้ไม่ได้อยู่ฝ่ายค้าน แต่เป็นนักวิชาการที่พูดตรงไปตรงมา

คณะกรรมาธิการชุดหนึ่งของวุฒิสภาได้ตรวจสอบนโยบายประชานิยมของรัฐบาลและสรุปว่า ได้ก่อภาระทางการคลังอย่างมโหฬารแก่ประเทศ คือ (1) ลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก ภาระทางการคลัง 2,000 ล้านบาท (2) คืนภาษีรถยนต์คันแรก 30,000 ล้านบาท (3) ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 52,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2555 (4) ลดภาษีน้ำมันดีเซล 9,000 ล้านบาทต่อเดือน (5) ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างของทางราชการ 18,000 และ 23,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2555 และ 2556 ตามลำดับ (6) แจกแท็บเล็ต 1,600 และ 1,200 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2555 และ 2556 (7) พักชำระหนี้เกษตรกร ปีละ 15,000 ล้านบาท แบ่งคนละครึ่งกับธนาคารรัฐ (8) รับจำนำข้าวเปลือก งบประมาณค่าใช้จ่าย 300,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.60 ของจีดีพี เวลานี้ขาดทุนไปแล้ว 260,000 ล้านบาท มากน้อยขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะขายข้าวได้เท่าไร (9) ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ภาคเอกชนรับภาระ โดยได้รับประโยชน์จากภาษีนิติบุคคลที่ปรับลดลง (10) กองทุนพัฒนาสตรี 7,700 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งหมดอย่างน้อย 544,300 ล้านบาท ทั้งหมดเป็นภาษีของประชาชนทั้งสิ้น สรุปได้ว่า ร่วมสองปีในการบริหารประเทศ บ้านเมืองเสียหายยับเยิน ถ้าเป็นบริษัทก็ล้มละลาย ปิดบริษัทไปเรียบร้อยแล้ว

บวกกับการกู้เงินแก้ไขปัญหาน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และเตรียมกู้อีก 2 ล้านล้านบาท ที่รวมดอกเบี้ยอีก 3 ล้านบาท รวมเป็น 5 ล้านล้านบาท ที่คนไทยต้องใช้หนี้อีก 50 ปี คนรุ่นนี้ตายไปแล้ว ลูกหลานเกิดมาต้องใช้หนี้ต่อ รัฐบาลเคยถามประชาชนบ้างหรือไม่ว่า พวกเขายินดีให้รัฐบาลกู้เงินจำนวนมหาศาลที่เขาจะต้องใช้หนี้ต่อชั่วลูกชั่วหลานหรือไม่ โดยเฉพาะการโกงกินจากโครงการเงินกู้เพื่อไว้ซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป

นี่ไม่รวมถึงความล้มเหลวในการบริหารนโยบายอื่นๆ ตามที่แถลงไว้ในสภาและช่วงการหาเสียง คนอะไรก็ไม่รู้พอเข้ามาก็บริหารจัดการน้ำผิดพลาดจนเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุด เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต่อมาก็เกิดภัยแล้งกว้างขวางค่อนประเทศ ข้าวของแพงทั่วประเทศ จะเรียกว่าเป็นยุคข้าวยากหมากแพงก็ได้ ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มขึ้นเหมือนกับเป็นเมืองมิกสัญญี เจ้าหน้าที่และพลเรือนตายบาดเจ็บไม่เว้นแต่ละวัน ข่าวการทุจริตคอร์รัปชันเป็นไปอย่างกว้างขวางและรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แทนที่จะเร่งแก้ความเดือดร้อนของประชาชน กลับไปเร่งแก้ปัญหาให้พี่คนเดียว ซ้ำยังไปกล่าวร้ายประเทศของตนเองให้โลกฟัง ยังส่อที่จะเอาดินแดนไทยไปแลกกับผลประโยชน์ของตนกับต่างชาติอีก

ในโลกนี้คงมีผู้นำไม่กี่คนที่บริหารประเทศแบบนี้ ชนิดที่ทำให้ประชาชนสิ้นหวังได้ จึงไม่ควรแปลกใจหากเกิดปรากฏการณ์ “หน้ากากขาว” ผุดขึ้นทั่วประเทศ

รัฐบาลเดินผิดทางแล้ว เพราะไม่ยอมฟังเสียงประชาชนที่เหมือนกับกระจกเงา รัฐบาลกลัวภาพตัวเองในกระจกเงา แทนที่ดูแล้วหาทางแก้ไข แต่กลับแก้ตัวและตอบโต้ รัฐมนตรีนิยมแก้ปัญหาด้วยปาก จนบางคนปากพาจน ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะตั้งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์อีกกี่คณะ ตั้งรัฐมนตรับผิดชอบอีกกี่คน หรือเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ ตามที่หมอดูบอก ก็คงไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ ประชาชนคงไม่ปล่อยให้บ้านเมืองพินาศล่มจมไปต่อหน้าต่อตา

ทำให้นึกถึงสุภาษิตฝรั่งบทหนึ่งที่ “ท่านขุนน้อย” นำมาอ้าง “มาอย่างสุนัขจิ้งจอก อยู่อย่างราชสีห์ และไปอย่างสุนัข” เป็นการอธิบายการเข้าสู่อำนาจแบบเจ้าเล่ห์บนซากศพของคนบริสุทธิ์ เมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วก็ใช้อำนาจนอกกฎหมายจัดการกับคนเห็นต่าง เมื่อถึงคราวออกจากอำนาจก็จะซมซานเหมือนกับสุนัข ต้องดูกันต่อไปว่า สุภาษิตบทนี้จะใช้กับเมืองไทยได้หรือไม่อย่างไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท