
วัฒนธรรมการเมืองไทย พ.ศ.2556
ทุกสังคมการเมืองจะมีวัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture) เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการแสดงออกถึงพฤติกรรมทางการเมือง อันหมายรวมถึง แบบแผนของทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม และความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อระบบการเมือง จึงทำให้แต่ละสังคมการเมืองมีบางส่วนที่เหมือนกัน และมีบางส่วนที่แตกต่างกันของระบบการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองจึงเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้และสามารถดำรงอยู่ได้ มีอัตลักษณ์ของสังคมการเมืองนั้นๆ ว่ากันว่าไม่ต่างอะไรกับ “สันดานของมนุษย์” ในระบบการเมือง ที่เป็นการแสดงออกเชิงพฤติกรรม และมีอิทธิพลต่อระบบการเมือง จึงน่าจะนำมาพินิจการเมืองในครั้งนี้ ดังต่อไปนี้
ทุกสังคมการเมืองจะมีวัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture) เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการแสดงออกถึงพฤติกรรมทางการเมือง อันหมายรวมถึง แบบแผนของทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม และความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อระบบการเมือง จึงทำให้แต่ละสังคมการเมืองมีบางส่วนที่เหมือนกัน และมีบางส่วนที่แตกต่างกันของระบบการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองจึงเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้และสามารถดำรงอยู่ได้ มีอัตลักษณ์ของสังคมการเมืองนั้นๆ ว่ากันว่าไม่ต่างอะไรกับ “สันดานของมนุษย์” ในระบบการเมือง ที่เป็นการแสดงออกเชิงพฤติกรรม และมีอิทธิพลต่อระบบการเมือง จึงน่าจะนำมาพินิจการเมืองในครั้งนี้ ดังต่อไปนี้
1.นักวิชาการ Almond กับ Verba มีความโน้มเอียงแบบประชาธิปไตยในการอธิบายว่า ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแล้วนั้น ประชาชนในระบบการเมืองมักมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม (Participants Political Culture) หมายถึง วัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนที่สนใจการเมือง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการเมืองในทุกๆ ด้าน มีจิตสำนึกทางการเมืองสูง โดยมีความรู้สึกผูกพันต่อระบบการเมือง มีความสนใจและกระตือรือร้นที่จะเข้ามีบทบาทและมีส่วนร่วมทางการเมือง ลักษณะรูปการณ์แบบนี้ หลายคนบอกว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบนี้ โดยอ้างอิงจากปรากฏการณ์ของการขับเคลื่อนของกลุ่มการเมืองสีต่างๆ ไม่ว่า สีแดง สีเหลือง สีฟ้า หรือล่าสุด ขบวนการหน้ากากสีขาว ก็อธิบายในหลักการ “การมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งสิ้น” ทุกกลุ่มใช้หลักการเดียวกันในการเคลื่อนไหวบนแนวทางประชาธิปไตย หากแต่ใช้เป็นหลักการเดียวกันนี้ไปในทิศทางแบบไหน ทำให้ไม่สามารถหาจุดร่วมกันได้ด้วยเหตุมีหลักการมีส่วนร่วมทางการเมืองนี้ จะเป็นกับดักประชาธิปไตยที่ทำให้ประชาธิปไตยก็ไม่เกิด เป็นการเมืองที่ไม่มีความสุข ที่ผู้เล่นหรือผู้ที่ใช้มุ่งมั่นเฉพาะประโยชน์ของตน มีการตีความการใช้งานหลักการมีส่วนร่วมคับแคบเกินไป หากเป็นเช่นนี้แล้วจะสรุปได้อย่างไรว่า หลักการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบไทยนี้จะเป็นไปตามทฤษฎีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมที่ไม่ได้สร้างการเมืองที่ดีให้เกิดขึ้น ในทางกลับกัน หากมีการส่วนร่วมทางการเมือง เกิดการระดมสรรพกำลังมวลชนที่นำไปสู่ความรุนแรง และนำมาซึ่งการเผชิญหน้าแบบไม่ยอมกัน ไม่คำนึงถึงความมั่นคงของประเทศชาติ กลับส่งเสริมการเมืองแบบพวกมากลากไป หรือกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย หากเป็นเช่นนี้แล้ว “หลักการการมีส่วนร่วมทางการเมือง” ที่เชื่อว่าจะเป็นประชาธิปไตย ถึงเวลานั้นอาจเป็น “อนาธิปไตย” หรือภาวะที่บ้านเมืองไม่มีรัฐบาล ต่างฝ่ายไม่ยอมรับในกติกา กฎหมายไม่มีความสำคัญ
2.ปัญหาการเมืองไทยปัจจุบัน น่าพินิจอย่างมากในประเด็น “การมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบใดที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยที่แท้จริง?” โดยมีการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นการแสดงออกถึงพฤติกรรมทางการเมืองที่สามารถบ่งบอกถึงลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมือง และมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเมืองโดยตรงว่าจะแข็งแรงขนาดไหน หากรัฐบาลสามารถตอบสนองความต้องการได้มากให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม เท่ากับว่าทำให้บรรยากาศการชุมนุมหรือการแสดงออกการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นเป็นไปในทิศทางที่ดี ทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงขึ้น เสถียรภาพทางการเมืองก็สูงตามขึ้น ความชอบธรรมทางการเมืองก็มีมากตามขึ้นด้วย ในทางกลับกัน หากไม่เป็นที่ไม่พอใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมหรือความสามารถของรัฐบาลมีน้อย อาจนำไปสู่การไร้เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลนั้นเอง นี่ก็เป็นประเด็นท้าทายอย่างมากว่า “การเมืองนอกสภา” มีอานุภาพได้ขนาดไหน ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่มากก็น้อย บรรยากาศการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบเผชิญหน้า ก็นำซึ่งมาการรัฐประหาร 19 กันยา 49 และถ้าทหารไม่มายุ่ง ความอดทน ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมของไทยจะคลี่คลายได้มากน้อยแค่ไหน ต่างฝ่ายก็ใช้บริการกระบวนการยุติธรรมกันทั้งนั้นถึงขั้น “กดดัน” ศาลก็มีแล้ว
3.อิทธิพลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ถึง พ.ศ. 2550 ทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองไทยมีโอกาสก่อตัวเป็นแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมของประชาชนคนไทยมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น หรือสนใจการเมืองมีหลายลักษณะที่ Robert A.Dahl เรียกว่า Political Strata ได้แก่ กลุ่มที่แสวงหาอำนาจ กลุ่มนี้ประกอบด้วยบุคคลที่พยายามใช้ทรัพยากรหรือสิ่งที่มีคุณค่าที่มีอยู่ทุกชนิด ทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง มักกล่าวอ้างว่าทำเพื่อประชาชน มีความห่วงใยและรู้สึกว่าตนเองสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ และเข้าไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมือง นับเป็น “ค่านิยม” ใหม่ในขบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองไทยก็ว่าได้ จึงเป็นปัญหาที่รัฐธรรมนูญหรือคนใช้รัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายสูงสุดมีหลักการตามครรลองระบอบประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ใช้อำนาจนั้น “บนพื้นฐานของหลักการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เสมอภาคกัน” ก็เพราะว่าสังคมมีความหลากหลายกลุ่มที่ไม่สนใจการเมือง (Apolitical Strata) คือ บุคคลที่ไม่ยินดียินร้าย ไม่มีความตื่นตัวกระตือรือร้นทางการเมือง เห็นว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของพวกเขา การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น ทุกพรรค ทุกสี ต่างก็ไม่แตกต่างกัน ฯลฯ กลุ่มนี้จึงเป็นพลังทางการเมืองอีกแบบหนึ่งที่ไม่สนใจการเมืองและไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองใดๆ เลย ในประเทศไทยมีอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ก็มีพลังทางการเมือง บางคนเรียกว่า “พลังเงียบ”
4.การเผชิญหน้ากันระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้ากับแบบการมีส่วนร่วม นักวิชาการหลายคนฟันธงว่า สังคมไทยเราเป็นแบบผสม คือ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าผสมแบบการมีส่วนร่วม (SubjectParticipant Political Culture) โดยมีประชาชนบางกลุ่มซึ่งเป็นส่วนน้อยสนใจและเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจการเมืองเลย โดยมีพฤติกรรมแบบไพร่ฟ้า คือ ยอมรับในหลักการเสียงข้างมากของรัฐบาล แต่ไม่คิดที่จะติดตามตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มาถึงตรงนี้แล้ว ท่านรู้สึกไหมว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบไหนที่เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองไทย ที่ควรนิยามใหม่ว่า เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสันติ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ซึ่งประชาชนต้องมีอุดมการณ์ทางการเมือง ประชาธิปไตยแบบสันติ กล่าวคือ หลักการการมีส่วนร่วมทางการเมืองต้องดำเนินไปตามวิถีประชาธิปไตยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รู้จักและทำตนให้เป็นผู้เสียสละ เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองควรทำในลักษณะสร้างสรรค์ ปราศจากความรุนแรงทั้งปวง เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง รู้จักและรักษาความมั่นคงของรัฐ ที่ต้องเป็นแบบอย่างให้อนุชนรุ่นหลัง หวงแหนรักษาอุดมการณ์นี้สืบไป นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองไทย พ.ศ. 2556 ครับ







