posttoday
ดูตัวอย่างการให้ของรัฐบาลสิงคโปร์

ดูตัวอย่างการให้ของรัฐบาลสิงคโปร์

12 มิถุนายน 2556

ที่จริงแล้วรัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ต้องทำอะไรให้กับประชาชนในประเทศทั้งนั้น เพียงแต่ว่าการทำอะไรๆ ให้กับประชาชนนั้น รัฐบาลได้ให้กันอย่างไร หรือในรูปแบบไหน เนื่องจากเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อเก็บภาษีจากประชาชนไป ทั้งภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ภาษีรายได้นิติบุคคล ภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ สารพัดภาษี รวมตลอดถึงค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็เป็นธรรมดาที่รัฐบาลต้องคืนผลประโยชน์กลับมาให้ประชาชน ทั้งในรูปของการบริการ เช่น เงินเดือนข้าราชการ รักษาพยาบาล ฯลฯ ในรูปแบบของการอุดหนุน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และอื่นๆ อีกมากมายจิปาถะ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม รวมไปถึงการดูแลเรื่องการกระจายรายได้ และการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเจริญเติบโตไปด้วย

ที่จริงแล้วรัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ต้องทำอะไรให้กับประชาชนในประเทศทั้งนั้น เพียงแต่ว่าการทำอะไรๆ ให้กับประชาชนนั้น รัฐบาลได้ให้กันอย่างไร หรือในรูปแบบไหน เนื่องจากเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว เมื่อเก็บภาษีจากประชาชนไป ทั้งภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ภาษีรายได้นิติบุคคล ภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ สารพัดภาษี รวมตลอดถึงค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็เป็นธรรมดาที่รัฐบาลต้องคืนผลประโยชน์กลับมาให้ประชาชน ทั้งในรูปของการบริการ เช่น เงินเดือนข้าราชการ รักษาพยาบาล ฯลฯ ในรูปแบบของการอุดหนุน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และอื่นๆ อีกมากมายจิปาถะ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม รวมไปถึงการดูแลเรื่องการกระจายรายได้ และการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเจริญเติบโตไปด้วย

นอกจากการให้ทั่วไปซึ่งเป็นที่ทราบกันดีแล้ว ก็ยังมีการให้อื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตเร็วขึ้น ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีขึ้น การให้เพิ่มเติมเหล่านี้จะให้ในรูปแบบไหน และให้อย่างไร จะมีผลอย่างไร โดยเฉพาะในระยะยาว ก็ขึ้นกับวิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ มีนโยบายที่จะทำเพื่อประเทศชาติก็จะให้ในสิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนที่เขาเรียกว่า Sustainable ซึ่งก็จะทำให้ประเทศชาติมีความเติบโตทางเศรษฐกิจกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วไปในที่สุด เช่น ตัวอย่างของญี่ปุ่นหรือแม้แต่สาธารณรัฐเกาหลี หรือสิงคโปร์ที่กำลังจะก้าวไปเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่บางรัฐบาลที่ขาดวิสัยทัศน์หรือมองผลทางการเมืองเพียงประการเดียว ก็มักจะให้ในสิ่งเฉพาะหน้าที่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งยังขาดการศึกษาคิดว่าตัวเองต้องการ โดยเฉพาะรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนา การให้เหล่านั้นเรียกกันว่าประชานิยม ซึ่งไม่ยั่งยืน เป็นเหมือนยาเสพติด ที่ผู้เสพดูจะมีความสุข ชื่นมื่น ฝันหวานในระยะแรก แล้วก็ต้องการมากขึ้นๆ จนรัฐบาลล้มละลาย ซึ่งตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย ทั้งที่ผ่านมานานแล้ว เช่น อาร์เจนตินา หรือที่เพิ่งผ่านมาแล้วก็ยังไม่ผ่านไป เช่น กรีซ แล้วก็ยังมีประเทศอื่นๆ อีก ผู้เขียนเพียงแต่สวดมนต์ภาวนาว่า ประเทศไทยที่กำลังขับรถวิ่งมุ่งหน้าไปลงเหวคงจะมีใครสักคนมาเหยียบเบรกได้ทัน

ที่ยกตัวอย่างของสิงคโปร์เรื่องการให้ของรัฐบาลนั้น เพราะเขาเป็นอาเซียนด้วยกัน กำลังจะเป็น AEC แล้วก็มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถ้าไม่เกาะอยู่กับอาเซียนก็กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วไปแล้ว บางคนบอกว่าสิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก บริหารง่าย แต่ก็ยังมีประเทศเล็กอีกหลายประเทศที่ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา และก็มีประเทศใหญ่ๆ อีกหลายประเทศที่กำลังจะกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วไป ผู้เขียนจึงเห็นว่าสิงคโปร์น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดูกันได้ เพราะประเทศจะเติบโตไปได้ก็ขึ้นกับความสามารถ การมีวิสัยทัศน์ ความซื่อสัตย์สุจริต และการทำเพื่อประเทศชาติอย่างจริงจังของรัฐบาลมากกว่า

แต่ตัวอย่างที่จะยกมาของรัฐบาลสิงคโปร์นี้ จะตีวงให้แคบและเป็นตัวอย่างเพียงเรื่องเดียว ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้เป็นตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวก็ให้เสียมากมาย แล้วก็ให้กับสิ่งที่จะเป็นปัจจัยการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดและเป็นไปอย่างยั่งยืนด้วย นั่นก็คือการให้ความช่วยเหลือทางด้านการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิงคโปร์มีโครงการให้ทางด้านนี้มากมาย และมีหน่วยงานรับผิดชอบ เช่น โครงการ PIC (Productivity and Innovation Credit) โครงการนี้ให้การลดหย่อนภาษีรวมกันถึง 400% โดยให้กับบริษัทเป็นการทั่วไป 250% ได้แก่การลดหย่อนภาษีรายได้ให้ 150% ของค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาก่อนนำไปคำนวณภาษีรายได้นิติบุคคล มีการอนุญาตให้บริษัทหักค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยและพัฒนาภายในบริษัท (Inhouse) และค่าจ้างแหล่งอื่นทำวิจัย (Outsource) นอกจากนี้ยังลดหย่อนภาษีรายได้ให้อีก 100% สำหรับงานวิจัยและพัฒนาที่เกิดขึ้นในต่างประเทศรวมเป็น 250% ขั้นที่ 2 คือการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเป็น 400% สำหรับค่าใช้จ่ายในผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม 6 ประเภท ได้แก่

s การซื้อเทคโนโลยีและเครื่องมือ รวมไปถึงการเช่าอุปกรณ์

s การซื้อทรัพย์สินทางปัญญา

s การจดสิทธิบัตร

s ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในกิจกรรมวิจัยและพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการในสิงคโปร์หรือในต่างประเทศ

s การฝึกอบรม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาบุคลากร ค่าจ้างการฝึกอบรมของตัวแทนทั้งภายในและภายนอกบริษัท

s การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่และการออกแบบเชิงอุตสาหกรรม (ไม่ใช่การออกแบบสวยงามทางศิลปกรรม)

นอกจากนี้ ก็ยังมีขั้น 3 อีก คือถ้าเป็นธุรกิจในกลุ่มเป้าหมายและค่าใช้จ่ายที่เกินวงเงิน 400,000 เหรียญสิงคโปร์ รวมทั้งผ่านการอนุมัติจาก EDB (Export Development Board) บริษัทเอกชนก็จะได้สิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีอีก 50% สำหรับการวิจัยภายในประเทศ และ 100% สำหรับการวิจัยที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เรียกว่าให้กันแล้วให้กันอีก เพราะรัฐบาลสิงคโปร์ตระหนักดีว่า การจะพ้นจากกับดักที่เรียกว่า middle income trap ไปได้ ก็ต้องใช้ปัจจัยการผลิตที่มีทั้งเครื่องจักรและแรงงานฝีมือ บวกกับเทคโนโลยีจึงจะสามารถผลิตสินค้าและบริการไปแข่งกับเขาได้ แล้วรัฐบาลเขาก็ยอมรับความจริงด้วยว่างานวิจัยและพัฒนาในประเทศนั้นไม่เพียงพอ จึงให้แรงจูงใจกับการนำเข้าการวิจัยมากกว่าการวิจัยในประเทศเอง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียว สิงคโปร์ยังมีการดำเนินการอื่นๆ ประกอบ เช่น มหาวิทยาลัย เรียกว่าทำกันเป็นระบบ เห็นแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจว่า เมื่อไรเราจะตาสว่าง มองอะไรได้ทะลุปรุโปร่งอย่างเขาบ้าง และทำเพื่อประเทศชาติกันจริงๆ เสียที

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท