
น้ำมันราคาเดียวทั้งประเทศ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวว่ากระทรวงพลังงานจะกำหนดราคาน้ำมันให้เท่ากันทั่วประเทศ เหมือนที่ทำกับ LPG ซึ่งหากสินค้าจำเป็นจะมีราคา (ถูก) เท่ากันทั่วประเทศ ก็ดูจะเป็นธรรมดี คนไทยทุกคนจะได้สิทธิซื้อในราคาเดียวกัน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวว่ากระทรวงพลังงานจะกำหนดราคาน้ำมันให้เท่ากันทั่วประเทศ เหมือนที่ทำกับ LPG ซึ่งหากสินค้าจำเป็นจะมีราคา (ถูก) เท่ากันทั่วประเทศ ก็ดูจะเป็นธรรมดี คนไทยทุกคนจะได้สิทธิซื้อในราคาเดียวกัน
แต่ถ้าราคาที่เท่ากันนั้นเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดก็อาจจะมีผลเสียมากกว่าผลดี เราต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลยังมีอีกหลายช่องทางที่จะช่วยเหลือคนยากจน โดยใช้เงินของประชาชนอย่างคุ้มค่า
LPG ราคาเดียวมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมาก ในช่วงปี 2528–2529 ปตท.ได้ริเริ่มโครงการลงทุนก่อสร้างคลัง LPG ขนาดใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ โดยอ้างว่าจะทำให้สามารถกำหนดราคา LPG ณ คลังให้เท่ากันทั่วประเทศ ในการนำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อขอความเห็นชอบ ที่ประชุมได้ถามว่า ถ้าสร้างคลังแล้วจะต้องมีการอุดหนุนช่วยเหลือไหม? ปตท.ตอบว่าไม่ต้อง
แต่หลังจากที่ “สภาพัฒน์” อนุมัติโครงการไม่นาน ก็มีการนำเสนอคณะกรรมการนโยบายปิโตรเลียมแห่งชาติ เพื่อกำหนดการชดเชยค่าขนส่งไปยังคลังต่างๆ ในภูมิภาค พร้อมๆ กับค่าเก็บรักษา LPG ในคลัง ในอัตรา 0.58 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคา LPG หน้าคลังเท่ากันทั่วประเทศ
ความแยบยลของนโยบายนี้ คือ การกำหนดนิยามของคลังก๊าซ LPG ที่จะได้รับการชดเชย ว่าต้องเป็นคลังที่มีความจุไม่น้อยกว่า 2,000 ลบ.ม. ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นคลังที่ใหญ่มาก จึงมีคลัง ปตท.เท่านั้นที่ได้รับการชดเชย และคลังเหล่านั้นก็ใช้ไม่เต็มที่อยู่เป็นเวลานานมาก เช่น ก๊าซที่ ปตท.จำหน่ายจากคลังที่ขอนแก่น ได้รับการชดเชยทั้งค่าขนส่งไปขอนแก่นและค่าคลัง ในขณะที่ก๊าซจากคลังของผู้ค้าอื่นที่ขอนแก่นไม่ได้รับการชดเชย เพราะความจุไม่ถึงเกณฑ์ผู้ค้าอื่นก็ไม่สามารถแข่งขันได้
ปตท.จึงเป็นผู้ผูกขาดการขายส่ง LPG ในภูมิภาคทั้งหมด ส่งผลกระทบไปยังกิจการค้าปลีก LPG ของผู้ค้าอื่นด้วย คำว่าเอสโซ่แก๊ส เชลล์แก๊ส ก็สาบสูญไปจากประเทศไทย แม้ใน 2 ปีที่ผ่านมา จะมีผู้ค้ามาตรา 7 เกิดใหม่หลายราย แต่เป็นช่วงที่มีการโกงเงินกองทุนจากการขายข้ามประเภทที่เขียนถึงเมื่อสัปดาห์ก่อน
ปัจจุบันการชดเชยค่าขนส่งยังมีอยู่ แต่เงินอุดหนุนค่าคลัง LPG ของ ปตท. ได้ยกเลิกไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพราะถือว่า ปตท.ได้เงินคืนจากการลงทุนสร้างคลังไปหมดแล้ว ทั้งนี้การชดเชยทั้งหมดเป็นภาระของประชาชนที่จ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ นั่นเอง ทุกวันนี้กองทุนยังจ่ายเงินชดเชยค่าขนส่งให้ ปตท. เพื่อให้เกิด LPG ราคาเดียวเป็นเงินประมาณ 850 ล้านบาทต่อปี
ระบบชดเชยมีความไม่เป็นธรรม เพราะผู้ใช้เบนซินที่เสียลิตรละ 9.7 บาทจำนวนมากเป็นผู้มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกรที่ใช้ปั๊มเบนซิน ผู้ใช้จักรยานยนต์เครื่องเล็กในชนบท ตลอดจนผู้ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ในเมืองใหญ่ แต่ผู้ใช้ LPG จำนวนไม่น้อยมีฐานะดีกว่า
นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่าการชดเชยค่าขนส่งเป็นทางทำมาหากินของบริษัทขนส่งที่ใกล้ชิดกับคน ปตท. ที่จัดให้มีการขนส่ง LPG โยกคลัง ทำให้เกิดการขนมากเกินจำเป็น เพื่อทำกำไรจากการขนส่ง เนื่องจาก ปตท.ผูกขาด ผู้บริหารจึงไม่มีแรงจูงใจจากที่จะลงมาตรวจสอบให้โลจิสติกส์ตรงนี้มีประสิทธิภาพ
หากมีการทำนโยบายน้ำมันราคาเดียวจะมีผลกระทบอะไรบ้าง? ข่าวบอกว่าจะเริ่มด้วยการสร้างคลังใหญ่ๆ ตามต่างจังหวัด ฟังคล้ายนโยบายเพิ่มการสำรองน้ำมัน ซึ่งจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่มีประโยชน์กับเจ้าของที่ดิน และผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและการจัดซื้อน้ำมัน
ถ้าเป็นการกำหนดราคาน้ำมันให้เท่ากันทั่วประเทศ โดยให้ผู้ค้าเกลี่ยค่าการตลาดของตนเอง ในลักษณะเดียวกันกับราคาหนังสือพิมพ์ หรือสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ยาสีฟันผลก็คือ ผู้ค้าจะไม่มีแรงจูงใจที่จะสร้างสถานีบริการหรือจำหน่ายน้ำมันในท้องที่ห่างไกล แต่จะเน้นการขายในบริเวณเมืองใหญ่เท่านั้น ในท้องที่ห่างไกลน้ำมันจะขาดแคลนคุณภาพ บริการจะลดลง และอาจเห็นการขายผ่านปั๊มหลอดแก้วมากขึ้น ซึ่งราคาสูงกว่าสถานีบริการปกติค่อนข้างมาก
ปัจจุบันการตั้งราคาเป็นไปตามค่าขนส่ง ในหลายพื้นที่ห่างไกลเราสามารถเติมน้ำมันที่ได้มาตรฐานในราคาที่ชัดเจน แต่อาจจะหาซื้อหนังสือพิมพ์ไม่ได้ อนึ่ง หนังสือพิมพ์สามารถขายได้ในร้านค้าที่มีอยู่แล้ว แต่ปั๊มน้ำมัน (ในระบบ) ต้องลงทุนก่อสร้างและมีค่าใช้จ่ายในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย
ถ้ามีการกำหนดราคาน้ำมันหน้าคลังให้เท่ากันทั่วประเทศ ในลักษณะเดียวกันกับของ LPG ก็จะนำไปสู่การผูกขาดในตลาดน้ำมันด้วย แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์ไหม?
หากลองคำนวณผลประโยชน์ที่จะได้จากมูลค่าของความแตกต่างระหว่างราคา กทม.กับทุกจังหวัด (คิดที่ อ.เมือง) เป็นเงินประมาณ 5,600 ล้านบาท/ปี เท่ากับ 0.18 บาท/ลิตร หรือประมาณ 0.0504% ของรายได้ประชากรในจังหวัดต่างๆ โดยเฉลี่ย บางจังหวัดสูงกว่า บางจังหวัดต่ำกว่า
แต่ต้องมีการชดเชยจากกองทุน ถ้าไม่เก็บเงินกองทุนเพิ่ม ก็ต้องเพิ่มภาษีเพื่อจะเอาเงินงบประมาณมาจ่ายอุดหนุนที่สำคัญ จะต้องมีการลงทุนสร้างคลังน้ำมันทั่วประเทศผลก็คือราคาเฉลี่ยน้ำมันจะสูงขึ้น
ประโยชน์ของการกำหนดน้ำมันราคาเดียวในการกระจายรายได้มีเพียงเล็กน้อย ไม่คุ้มกับผลเสียจากการทำลายโครงสร้างตลาด และการเปิดช่องทางทุจริตคอร์รัปชัน







