
พี่สาวเอกยุทธไม่เชื่อคำให้การคนขับรถ
พี่สาวเอกยุทธลั่นไม่เชื่อคำให้การคนขับรถ ชี้มีข้อผิดสังเกตหลายจุดระบุน้องไม่เคยปิดมือถือติดต่อไม่ได้-ไม่พบชื่อเดินทางออกนอกประเทศ
พี่สาวเอกยุทธลั่นไม่เชื่อคำให้การคนขับรถ ชี้มีข้อผิดสังเกตหลายจุดระบุน้องไม่เคยปิดมือถือติดต่อไม่ได้-ไม่พบชื่อเดินทางออกนอกประเทศ
น.ส.สุภากรณ์ แหวนหล่อ พี่สาวนายเอกยุทธ อัญชันบุตร เปิดเผยภายหลังฟังคำให้การของนายสันติภาพ เพ็งด้วง คนขับรถนายเอกยุทธว่า เท่าที่ฟังนายสันติภาพพูดมาทั้งหมดนั้นบอกตามตรงว่าไม่เชื่อคำให้การใดๆและยังไม่คลายความสงสัยว่าน้องชายจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ เพราะปกติน้องชายจะเดินทางไปต่างประเทศหรือไปไหนมักจะโทรมาบอกเสมอทั้งก่อนไปและก่อนกลับจะโทรบอกว่าขึ้นเครื่องเวลานั้นเวลานี้ให้คนขับรถมารับที่สนามบินด้วย และหลายครั้งที่โทรไปหาไม่ว่าเขาจะยุ่งอยู่หรือติดธุระใดๆไม่เกิน5นาทีก็จะโทรกลับมา แต่นี่หลายวันแล้วมันผิดปกติอย่างมาก
ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ทางการเมืองนั้นขอยืนยันว่าไม่ใช่อย่างแน่นอนเชื่อว่าการหายตัวของน้องชายครั้งนี้ต้องมีเงื่อนงำและมีคนอุ้มพาตัวไปและในความรู้สึกก็ไม่ค่อยไว้วางใจตัวนายสันติภาพเท่าไหร่เพราะเพิ่งมาทำงานได้เพียง6เดือน
น.ส.สุภากรณ์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทั้งหมดแล้วแม้กระทั่งล่าสุดเมื่อวานนี้พ่อของนายสันติภาพได้โทรศัพท์มาหาและถามว่าลูกชายของเขาอยู่ไหนเขาไม่สามารถติดต่อลูกชายได้ เข้าใจว่าคงเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ตำรวจควบคุมตัวนายสันติภาพอยู่
เมื่อฟังคำพูดของนายสันติภาพเมื่อสักครู่ก็รู้สึกขัดแย้งขึ้นมาทันทีว่า ทั้งที่นายสันติภาพบอกว่าหลังจากส่งนายเอกยุทธลงแล้วได้ขับรถกลับไปบ้านเกิดที่ จ.พัทลุง ไปหาพ่อแม่ แต่เหตุใดทำไมพ่อถึงบอกว่าไม่ได้เจอลูกเลยและติดต่อไม่ได้
"ขอยืนยันว่าน้องชายหายตัวไปครั้งนี้มีเงื่อนงำแน่นอน เพราะปกติน้องชายไม่เคยปิดมือถือและติดต่อไม่ได้แบบนี้ทั้งที่มีโทรศัพท์หลายเครื่องและเขาจะเป็นคนที่ระมัดระวังตัวเองตลอดเวลา ดิฉันพยายามตามหาน้องชายทุกวิถีทางแต่ก็ยังไม่มีวี่แววใดๆ ฉันรู้นิสัยน้องชายดีว่าเขาไม่ชอบนั่งรถนานๆ และไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องมาหลบซ่อน หนีออกนอกประเทศทางรถยนต์ ดิฉันเช็ค ตม.แล้วไม่มีชื่อของน้องชายเดินทางออกต่างประเทศ น้องชายไม่เคยหายไปนานๆแบบนี้และมีพิรุธตั้งแต่ช่วงที่มีการเซ็นต์เช็คเบิกเงินแล้วคงต้องรอการสืบสวนของตำรวจต่อไป"น.ส.สุภากรณ์กล่าว







