
หนุ่มร้องสื่อถูกตำรวจยัดยาบ้า
หนุ่มร้องสื่อถูกตำรวจเมืองเพชรบุรีล่อซื้อยาบ้า1เม็ดจับมัดมือใส่กุญแจ
หนุ่มร้องสื่อถูกตำรวจเมืองเพชรบุรีล่อซื้อยาบ้า1เม็ดจับมัดมือใส่กุญแจ
ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้พา นางสมลักษณ์ เนียมใหม่ อายุ 28 ปี นายสมเกียรติ เนียมใหม่ อายุ 19 ปี น้องชายนางสมลักษณ์ ซึ่งตกเป็นจำเลยคดีครอบครองยาบ้า 1 เม็ด และนายพิเชษฐ์ พุ่มนาค อายุ 40 ปี เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อสื่อมวลชน กรณีที่นายเลิศศักดิ์ จันทร์จวง อายุ 28 ปี สามีนางสมลักษณ์ ถูกตำรวจ สภ.เมืองเพชรบุรี ล่อซื้อและจับกุมคดียาบ้า พร้อมกับนายสมเกียรติ น้องเขย โดยมิชอบ และพาดพิงว่า นายพิเชษฐ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวทั้งที่ไม่มีส่วนรู้เห็น เหตุเกิดที่ลานจอดรถศิรสิทธิ์แมนชั่น หมู่ 1 ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี ต่อเนื่องที่บ้านพัก และ ที่ สภ.เมือง เพชรบุรี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ขณะที่กำลังช่วยนายเลิศศักดิ์ พี่เขย ทำเคาท์เตอร์ อยู่ที่ลานจอดรถของศิรสิทธิ์แมนชั่นอยู่นั้น ก็มีตำรวจกลุ่มหนึ่งประมาณ 7-8 คน เดินเข้ามาหาและจับคอเสื้อตนจากด้านหลัง จากนั้นก็ซักถามตนกับพี่เขยว่าเอาของไปเก็บไว้ไหนซึ่งตนก็ตอบกลับไปว่าของอะไรไม่รู้เรื่อง ตำรวจก็ถามอีกว่าเสพยาหรือไม่ตนก็ตอบว่าไม่ได้เสพ แต่พี่เขยตนบอกว่าเคยเสพนานมาแล้วตอนนี้เลิกแล้ว
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า ตำรวจจับตนใส่กุญแจมือ และนำตัวไปพร้อมกับพี่เขย เพื่อไปตรวจค้นที่บ้านพักห่างจากจุดที่จับกุมกว่าสิบกิโลเมตร แต่ทั้งจุดที่จับกุมและบ้านพักก็ไม่พบยาเสพติดแต่อย่างใด แต่เมื่อไปถึงสถานีตำรวจก็ถูกนำตัวไปที่ห้องฝ่ายสืบสวนซึ่งตำรวจได้ข่มขู่ให้ตนรับสารภาพในคดีครอบครองยาบ้า 1 เม็ด หากไม่รับข้อหานี้ก็ถูกข้อหาจำหน่ายยาบ้าร่วมกับพี่เขย ส่วนตัวพี่เขยก็ถูกตำรวจข่มขู่และบังคับให้รับว่าจำหน่ายยาบ้า 1 เม็ดเช่นกันทั้งๆ ที่ไม่ได้ก่อคดีดังกล่าว ทั้งนี้ระหว่างที่ถูกจับกุมตำรวจก็ไม่ได้มีการนำตัวไปตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดแต่อย่างใด หลังจากนั้นก็มีการส่งสำนวนคดีเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการไต่สวน
ขณะที่ นางสมลักษณ์ กล่าวว่า เมื่อช่วงกลางวันของวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้โทรศัพท์หานายเลิศศักดิ์ สามีทำให้ทราบว่าสามี และนายสมเกียรติ น้องชายที่ไปช่วยสามีทำเคาท์เตอร์อยู่ที่ศิรสิทธิ์แมนชั่นกำลังถูกตำรวจจับกุมในคดียาเสพคติดจึงรีบเดินทางไปหาก็พบตำรวจกลุ่มหนึ่งกำลังรื้นค้นรถของสามีอยู่ ส่วนสามีและน้องชายก็ถูกควบคุมตัวไว้จึงสอบถามตำรวจไปว่ามาจับกุมในคดีอะไร มีหมายจับหรือไม่ แต่ตำรวจคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนั้นก็บอกว่า อย่างเขาไม่ต้องใช้หมาย ถ้ามีปัญหาให้ไปฟ้องร้องเอาเอง จากนั้นตำรวจก็บอกให้ตนไปรอที่สถานีตำรวจ
นางสมลักษณ์ กล่าวอีกว่า เมื่อปี 2554 สามีเคยถูกจับกุมข้อหารับของโจรโดยไปเก็บของที่มีคนทิ้งไว้ข้างทางมาโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นของขโมยมา คดีดังกล่าวถูกตัดสินจำคุกปีกว่าๆ เพิ่งพ้นโทษมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ช่วงที่อยู่เรือนจำก็เลยทำให้ทราบว่าสามีเสพยาเสพติดเพราะตรวจปัสสาวะพบ แต่หลังจากพ้นโทษสามีก็ไปเป็นลูกจ้างทำเฟอร์นิเจอร์ ก่อนออกมารับงานเองและมีน้องชายตนมาช่วยงาน
“หลังจากเกิดเรื่องดิฉันได้ไปร้องขอความเป็นธรรมต่อ ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าจึงมาขอความช่วยเหลือจากชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เนื่องจากคดีนี้สามีไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกดำเนินคดีทั้งที่ไม่ได้ทำความผิด” นางสมลักษณ์ กล่าวและว่า ช่วงที่ไปเยี่ยมสามี ที่ เรือนจำ เขาก็ยืนยันว่าไม่ได้ทำ และเพิ่งมาทราบว่าเขาป่วยหนัก อยู่ในเรือนจำได้รับแต่ยาแก้ปวด ส่วนลูกสาวตอนนี้ก็ต้องให้พักการเรียนไว้ก่อนเพราะเราต้องเดินทางไปร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆ ไม่มีเวลาดูแล อย่างไรก็ดี หากถึงที่สุดพบว่าตำรวจกระทำผิดจริง ก็ขอให้มีการดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญา
ด้าน นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดแล้วพบว่า ในช่วงเวลาที่อยู่ในบันทึกการจับกุมนั้นไม่ตรงกับเวลาที่ปรากฏในภาพวงจรปิด ส่วนเหตุการณ์ที่ตำรวจกล่าวอ้างว่าเป็นการล่อซื้อจับกุมยาบ้านั้นเมื่อตรวจสอบจากภาพวงจรปิดแล้วก็พบว่า ไม่ได้เป็นการล่อซื้อแต่เป็นการเข้าไปจับกุมทันที ซึ่งในช่วงจับกุมและตรวจค้นบ้านพักก็ไม่พบของกลางยาเสพติด แต่ต่อมากลับมีการแจ้งข้อกล่าวหานายเลิศศักดิ์ ว่า จำหน่ายยาบ้า 1 เม็ด ส่วนนายสมเกีบรตินั้นถูกแจ้งข้อหาครอบครองโดบกล่าวหาว่าซื้อยาบ้ามาจากพี่เขยตัวเอง







