posttoday
จีนกระอักพิษเศรษฐกิจโลกแผนสกัดเฟ้อทำโตสะดุด

จีนกระอักพิษเศรษฐกิจโลกแผนสกัดเฟ้อทำโตสะดุด

11 มิถุนายน 2556

ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งเกินกว่าที่คาดหมายไว้จากเดิม 3.50%

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งเกินกว่าที่คาดหมายไว้จากเดิม 3.50% มาอยู่ที่ 4.10% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 จนทำให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ แห่งญี่ปุ่นได้รับแรงสนับสนุนมหาศาลในการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่เพื่อกระตุ้นให้ประเทศหลุดพ้นจากภาวะซบเซาและเงินฝืดอย่างเด็ดขาด

“จีน” มหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งเอเชียซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นความหวังของอีกหลายประเทศที่จะช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกลับกำลังเดินไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด

กระทั่งเป็นสัญญาณบ่งชี้สำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักทั่วโลกสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า จีนอาจจะเผชิญหน้ากับการตกต่ำทางเศรษฐกิจมากกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา โดย ไอเอชเอส หนึ่งในบริษัทวิจัยเศรษฐกิจชั้นนำระบุว่าแนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่แสดงให้เห็นในขณะนี้อาจจะเป็นการตกต่ำครั้งใหญ่นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินของเอเชียในปี 2540-2541

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตซึ่งสะท้อนให้เห็นการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศในเดือน พ.ค. ได้เดินหน้าหดตัวลงอีก 2.90% เมื่อเทียบกับปีก่อน แถมยังปรับลดลงมากกว่าเดือน เม.ย. ซึ่งหดตัวลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.60% ขณะที่ตัวเลขราคาหน้าประตูโรงงาน ซึ่งเป็นราคาสินค้าที่แท้จริงที่ยังไม่รวมต้นทุนค่าขนส่งก็ปรับตัวร่วงลงเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกัน

ด้านสำนักงานศุลกากรของจีนยังเปิดเผยให้เห็นว่ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวมในเดือน พ.ค. ขยายตัว 0.40% หรือคิดเป็นมูลค่า 3.451 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 10.35 ล้านล้านบาท) ซึ่งลดลงอย่างมากจากเดือน เม.ย. ที่ขยายตัวได้ถึง 15.70%

สำหรับตัวเลขการส่งออกของจีนเพิ่มขึ้นเพียง 1% หรือ 1.828 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.6 ล้านล้านบาท) ซึ่งต่ำกว่าเดือน เม.ย. ก่อนหน้าที่การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 14.70% โดยเป็นผลจากการตรวจพบว่าบริษัทส่งออกจีนจำนวนมากมีการปลอมแปลงใบแจ้งยอดการชำระเงินสูงเกินกว่าจำนวนที่แท้จริง จนทำให้การส่งออกของจีนในเดือน พ.ค. อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 10 เดือน

ส่วนการนำเข้าของจีนก็ลดลง 0.30% มาอยู่ที่ 1.623 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 ล้านล้านบาท) โดยลดลงจากเดือน เม.ย. ก่อนหน้าที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 16.80% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้าว่าการนำเข้าของจีนจะเพิ่มขึ้นราว 56%

ยังไม่นับรวมถึงตัวเลขการกู้ยืมจากธนาคารกลางจีนที่ระบุว่ามีการปล่อยกู้รายใหม่ในเดือน พ.ค. ที่ 6.67 แสนล้านหยวน (ราว 3.24 ล้านล้านบาท) ซึ่งน้อยกว่าตัวเลขปล่อยกู้ในเดือน เม.ย. ที่อยู่ที่ 7.93 แสนล้านหยวน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการยื่นเรื่องขอกู้เงินเพิ่มขึ้นในเดือน พ.ค. ที่ 8.213 แสนล้านหยวน โดยนักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ อธิบายว่า การปล่อยกู้ที่น้อยลงแสดงให้เห็นถึงสภาพคล่องภายในระบบของจีนมีน้อยกว่าที่คาดการณ์กันไว้ ซึ่งหากตัวเลขดังกล่าวยังลดลงต่อไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตภายในของจีนเอง

ข้อมูลจากบริษัทวิจัยไอเอชเอสระบุว่า การเติบโตของการลงทุนในโครงการใหม่ในจีน ซึ่งเป็นปัจจัยบ่งชี้หลักที่แสดงให้เห็นสถานการณ์การลงทุนในเดือน พ.ค. ปรับตัวลดลง 15.40% จาก 17.90% ในเดือน เม.ย.

เซียนฟาง เหริน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากไอเอชเอส สรุปว่า ตัวเลขโดยรวมข้างต้นในเดือน พ.ค. ของจีนยืนยันได้ชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจแดนมังกรแห่งนี้กำลังติดอยู่ในภาวะชะงักงันอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งจะฟื้นตัวกลับมาได้ช่วงสั้นๆ ไม่นาน และการตกต่ำครั้งนี้มีแนวโน้มจะสาหัสกว่าช่วงเกิดวิกฤตการเงินก่อนหน้า

ความเห็นข้างต้นของเหรินสอดคล้องกับนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายสำนักซึ่งกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัจจัยที่ทำให้สรุปได้เช่นนั้นเป็นเพราะ 1) ภาวะชะลอตัวในราคาผู้ผลิต และ 2) การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ลดลงเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ภาวะหดตัวของราคาผู้ผลิตของจีนดำเนินต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ติดต่อกัน ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตการเงินโลกในปี 25512552 ราคาผู้ผลิตของจีนหดตัวลงติดต่อกันเพียง 12 เดือนเท่านั้น จนกลายเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนครั้งนี้อาจยาวนานมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่วิกฤตการเงินของเอเชียที่ผลัดกันให้ราคาผู้ผลิตจีนหดตัวติดต่อกันถึง 31 เดือน

เหริน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสอธิบายว่า ภาวะหดตัวของราคาผู้ผลิตเปรียบเสมือน “ยาพิษ” เนื่องจากปัจจัยข้างต้นจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรขององค์กร และกลายเป็นตัวขัดขวางไม่ให้บริษัทลงทุนเพิ่มเติมในสินค้าหรืออุปกรณ์เพื่อการขยายตัวเติบโตในที่สุด

ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรประเภทโรงงาน บริษัทที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นเสาหลักสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของจีน มีการเติบโตลดลงเมื่อเทียบเป็นอัตรารายปี โดยตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้หดตัวลงเหลือ 20.40% จาก 20.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคการผลิตที่ชะลอตัวลง

จางจื่อเว่ย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของโนมูระ กล่าวเสริมอีกว่า การที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเดือน พ.ค. แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวอย่างชัดเจน ยืนยันได้จากยอดการซื้อขายโอนบ้านหลังใหม่และที่ดินที่ลดลง กลายเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่า การลงทุนในหลายเดือนข้างหน้าต่อจากนี้มีแววลดน้อยลงแน่นอน

แนวโน้มข้างต้นส่งผลให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งคาดการณ์ว่าจีดีพีของจีนในไตรมาส 2 ของปีนี้จะอยู่ที่ 7.50% เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับเดียวกันกับที่รัฐบาลจีนคาดการณ์ไว้ ขณะที่ธนาคารชั้นนำของโลกได้ตัดลดจีดีพีจีนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอย่าง ธนาคารอาร์บีเอส ตัดเหลือ 7.50% จาก 7.80% และบาร์เคลย์ส เหลือ 7.40% จากเดิมที่ 7.90%

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวจะแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนกำลังประสบกับภาวะการชะลอตัวอย่างหนักจนน่าวิตก แต่เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่มาที่ไปของตัวเลขข้างต้น บวกกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันที่ไม่สวยงามสักเท่าไรนัก สิ่งที่เกิดขึ้นกับจีนในช่วงเวลานี้จึงนับเป็นสภาวะที่ยอมรับได้

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนัก รวมถึง เจียนชาง นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์สเห็นตรงกันว่า การปล่อยกู้ที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการคุมเข้มทางการเงินของภาครัฐที่ต้องการจัดการปัญหาหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นและธนาคารเงาทั้งหลาย ขณะที่ความพยายามลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจด้วยการจัดการกับราคาที่ดินเพื่อป้องกันเงินเฟ้อก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีนซึ่งเพิ่มสูงขึ้นปรับตัวลดลง

ขณะเดียวกัน การที่เศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป ตลาดส่งออกสำคัญของประเทศจีนยังไม่ฟื้นตัวดี จีนจึงไม่สามารถผลักดันตัวเลขการส่งออกได้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็ส่งผลต่อการนำเข้า เนื่องจากบริษัทจีนจำต้องลดปริมาณการผลิตสินค้าลง

ดังนั้น เมื่อช่องทางการลงทุนมีอย่างจำกัด แถมเครื่องมือในการกระตุ้นมีอยู่น้อย และความต้องการของตลาดที่ลดลง เศรษฐกิจจีนจึงไม่อาจหลีกหนีภาวะชะลอตัวได้พ้น เหมือนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และการเติบโตของจีนน่าจะลดลงจากเลขสองหลักเหลือเพียงเลขหลักเดียวระหว่าง 78% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐบาลจีนส่งสัญญาณบอกล่วงหน้าไว้แล้ว

เฉินเจียนกวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียจากมิซูโฮะ ซีเคียวริตี เอเชียในฮ่องกง กล่าวว่า สถานการณ์ของจีนในขณะนี้สมควรจะเรียกว่าอยู่ในช่วงปรับตัวมากกว่าช่วงชะลอตัวหรือชะงักงัน ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลจีนชุดใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จำต้องแสวงหาเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนให้จีนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ขณะที่ เจียนชาง นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส ยอมรับว่า ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่จีนจำต้องเผชิญในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีข้อจำกัด ทั้งภาวะชะลอตัว ความต้องการบริโภคในตลาดภายในและภายนอกประเทศที่ลดลง และแนวโน้มเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่น่าจับตามองด้วยความวิตกมากกว่าก็คือ การตัดสินใจของรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง นับต่อจากนี้มากกว่าว่าจะเพียงพอและดีพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนภายในประเทศและนักลงทุนทั่วโลกได้มากน้อยแค่ไหน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท