
เควอเตอร์คว้าจัดการน้ำ 1.6แสนล้าน
รัฐบาลแถลงผลการคัดเลือกโครงการบริหารจัดการน้ำ เค วอเตอร์ จากเกาหลีใต้ คว้างาน 1.6 แสนล้าน
รัฐบาลแถลงผลการคัดเลือกโครงการบริหารจัดการน้ำ เค วอเตอร์ จากเกาหลีใต้ คว้างาน 1.6 แสนล้าน
นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถ่ายทอดสดผ่านช่อง 11 เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า มีบริษัทที่ผ่านหลักเกณฑ์การคัดเลือกโครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท 4 บริษัท ดังนี้ 1.บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค วอเตอร์) 2.กิจการร่วมค้า ไอทีดี พาวเวอร์ ไชน่า เจวี ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ หรือ ไอทีดี กับบริษัท พาวเวอร์ ไชน่า จากประเทศจีน 3.กิจการร่วมค้า ซัมมิท เอสยูที และ 4.กลุ่มกิจการค้าร่วมล็อกซเล่ย์
ทั้งนี้ ผลคะแนนทั้ง 9 โมดูล ประกอบด้วย A1 โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ บริษัทไอทีดีฯ ได้ 96.43 คะแนน เสนอราคา 49,999.98บาท ราคากลาง 5 หมื่นล้านบาท บริษัท เค วอเตอร์ ได้ 90.60 คะแนน โมดูล A2 พื้นที่ปิดล้อม บริษัทไอทีดีฯ ได้ 88.78 คะแนน เสนอราคา 2.6 หมื่นล้านบาท เท่าราคากลาง บริษัทเค วอเตอร์ ได้ 85.96 คะแนน โมดูล A 3 แก้มลิง บริษัท เค วอเตอร์ ได้ 90.32 คะแนน เสนอราคา 9,999.99 บาท ราคากลาง 1 หมื่นล้านบาท บริษัทไอทีดีฯ ได้ 87.72 คะแนน
โมดูล A4 โครงการปรับปรุงลำน้ำ บริษัท ไอทีดีฯ ได้ 90.09 คะแนน เสนอราคา 1.7 หมื่นล้านบาท เท่าราคากลาง บริษัท เค วอเตอร์ ได้ 89.87 คะแนน โมดูล A5 โครงการฟลัดเวย์ บริษัท เค วอเตอร์ ได้ 89.84 คะแนน เสนอราคา 1.53 แสนล้านบาท เท่าราคากลาง บริษัททีไอดีฯ ได้ 88.26 คะแนน
โมดูล A6/B4 โครงการคลังข้อมูลเพื่อพยากรณ์และเตือนภัย บริษัท ล็อกซเลย์ ได้ 91.02 คะแนน เสนอราคา 3,997.520 ล้านบาท ราคากลาง 4,000 ล้านบาท บริษัท เควอเตอร์ ได้ 90.07 คะแนน และบริษัทไอทีดีฯ ได้ 89.63 คะแนน โมดูล B1 อ่างเก็บน้ำ บริษัท ไอทีดีฯ ได้ 94.60 คะแนน เสนอราคา 11,999.733 ล้านบาท ราคากลาง 1.2 หมื่นล้านบาท บริษัท เค วอเตอร์ ได้ 90.49 คะแนน
โมดูล B2 พื้นที่ปิดล้อม 17 ลุ่มน้ำ บริษัทซัมมิทฯ ได้ 91.96 คะแนน เสนอราคา 13,933.74 ล้านบาท ราคากลาง 1.4 หมื่นล้านบาท บริษัท เค วอเตอร์ ได้ 89.42 คะแนน และบริษัทไอทีดีฯได้ 88.26 คะแนน โมดูล B3 โครงการปรับปรุงลำน้ำ บริษัทไอทีดีฯ ได้ 91.38 คะแนน เสนอราคา 5,000 ล้านบาท เท่าราคากลาง บริษัท เค วอเตอร์ ได้ 89.38 คะแนน รวมวงเงินค่าก่อสร้างทั้ง 9 โมดูล 290,930.882 ล้านบาท จากราคากลาง 291,000 ล้านบาท
นายธงทอง กล่าวว่า ราคานี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปยังต้องเจรจาต่อรองอีกครั้งระหว่างวันที่ 11-13 มิ.ย. นี้ หากต่อรองราคาจากผู้เสนอสูงสุดไม่ได้จะเจรจากับผู้ที่ได้คะแนนรองลงไป และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในวันที่ 18 มิ.ย. ต่อไป เพื่อให้ทันกำหนด พ.ร.ก.เงินกู้ภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้
ด้านนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผยถึงความจำเป็นในการดำเนินโครงการน้ำ ว่า เป็นเวลากว่า 1 ปีครึ่งที่คณะทำงานร่วม 500 คน ได้ร่วมกันทำงานเพื่อวันข้างหน้าของประเทศไทยให้ปลอดภัยจากน้ำท่วม โดยมีข้อสรุป 5 ข้อ ดังนี้
1.ยืนยันกับประชาชนถึงความเป็นห่วงและข้อเท็จจริงของประเทศไทยว่าอยู่ในวิสัยน์ที่จะสามารถเกิดน้ำท่วมมากๆ ได้ตลอดเวลาเนื่องจากพายุมรสุม และที่ภูมิประเทศที่ตั้งของประเทศไทย ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในยุโรปเวลานี้ก็เช่นเดียวกับแม่น้ำ ปิง วัง ยม น่าน ของไทย แม้ประเทศเหล่านั้นจะเตรียมตัวมาอย่างดี แต่ก็ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แต่สามารถป้องกันความเสียหายได้
2.น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมารัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องที่กระทบกับความมั่นคงของชาติและประชาชน เศรษฐกิจ สังคม ชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนความเชื่อมั่นในเรื่องที่จะอยู่อย่างเป็นสุขโดยปราศจากภัยทั้งหลาย ด้วยเหตุผลนี้รัฐบาลจึงเห็นสมควรที่จะใช้เงิน 3.5แสนล้านบาท ทำโครงการทีเดียวให้จบ ดีกว่าใช้งบประมาณปกติผ่านกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ เป็นแนวคิดที่หลายประเทศใช้ในการแก้ปัญหา
3.ในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมาเราพยายามจะรวบรวมโจทย์ในการแก้ปัญหาเท่าทีมีอยู่ พยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงการในพระราชดำริ โครงการของกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ โจทย์ใหญ่คือน้ำที่ไหลผ่าน กทม. 5,000 คิวเศษ จากปกติ 3,000 คิวจะบริหารจัดการอย่างไร ประเทศไทยมีแต่ระบบส่งน้ำ แต่ไม่เคยมีระบบระบายน้ำ งบประมาณที่ลงมาตรงนี้จึงจะเน้นเรื่องการระบายน้ำ แต่ก็จะนำระบบระบายน้ำนี้ไปใช้ถ้าฝนแล้ง
4.การเลือกใช้วิธีออกแบบควบคู่กับการก่อสร้างหรือ ดีไซน์ แอนด์ บิลด์ จะเอาสิ่งที่ดีที่สุดมาทำ รัฐบาลอยากให้มีความเห็นและวิเคราะห์มากๆ เราเป็นผู้ให้ข้อมูลให้เขาคิดและดำเนินการ และ5.ขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนที่ร่วมทำงานด้วยกันมา ซึ่งเรื่องนี้แม้จะช้ากว่ากำหนดแต่ก็ต้องนับเป็นความภูมิใจ เพราะเป็นการทำงานในลักษณะนี้ครั้งแรกและไม่เคยมีใครทำมาก่อน
ขณะที่ภาคเอกชน นายไผท ชาครบัณฑิต รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ตัวแทนกลุ่มบริษัท ไอทีดี พาวเวอร์ไชน่า เจวี เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจเรื่องการต่อรองราคา เพราะที่ผานมาได้ทำตามที่ทีโออาร์กำหนดทุกอย่าง โดยมองว่าทุกโมดูลไม่ยากเกินและอยู่ในวิสัยที่ทำได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายองค์ประกอบที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะการเจรจาทำความเข้าใจกับชาวบ้าน โดยโครงการไหนที่ทำได้ทำก่อนก็จะทำในทันที ส่วนโครงการไหนที่ยากอาจต้องชะลอไว้ก่อน เช่นโครงการก่อสร้างเขื่อนซึ่งมากถึง 10 เขื่อน จำเป็นต้องดูในรายละเอียดและเดินหน้าศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเจรจากับคนในพื้นที่ก่อน
“ในส่วนรายละเอียดคงต้องรอให้การเจรจาต่อรองด้านราคาเสร็จสิ้น โดยบริษัทยอมรับความเสี่ยงได้ อย่างไรก็ตามในเรื่องของการเวนคืน ส่วนตัวยังมีความกังวลเนื่องจากส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ” นายไผท กล่าว
ด้าน นายมณฑล ภาณุโภคิน กรรมการผู้จัดการบริษัท เค วอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทยังไม่ขอเปิดเผยในเรื่องเทคนิค โดยรอให้การเจรจาต่อรองด้านราคาเสร็จสิ้นก่อน โดยพร้อมจะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดหลังวันที่ 18 มิ.ย. นี้
“เรามั่นใจทุกโมดูล โดยเฉพาะคลังข้อมูล ซึ่งประเทศเกาหลีใช้บริหารจัดการน้ำมานานกว่า 15 ปี แต่เหตุผลที่ได้เพียง 2 โมดูลนั้น ยอมรับว่า ผิดพลาดในส่วนของการทำเอกสารในขั้นตอนสุดท้าย แต่อย่างไรก็ตามเควอเตอร์พร้อมที่จะให้คำปรึกษากับบริษัทที่ชนะการประมูลในโมดูลนี้ไป” นายมณฑล ระบุ
ทั้งนี้ ในส่วนของการต่อรองราคาอาจต้อดูในรายละเอียดว่าทำได้หรือไม่อีกครั้ง โดยเฉพาะฟลัดเวย์ที่เสนอราคาเต็มเพดานวงเงินที่ภาครัฐกำหนด ต้องดูว่ากรรมการขอต่อรองในจุดไหน เนื่องจาก ณ ตอนนี้ยังไม่ได้กำหนดเส้นทางที่ชัดเจน เพียงแต่ได้วางแนวเส้นฟลัดเวย์ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกไว้แล้ว โดยยืนยันว่าจะหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดกับชุมชนให้มากที่สุด เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าแล้วเสร็จได้ใน 5 ปี
อย่างไรก็ตาม สภาพพื้นที่ตามแนวเส้นฟลัดเวย์ในปัจจุบันยังพบหลายพื้นที่มีการลุกล้ำจากประชาชน ทำให้การเวนคืนอาจไม่ง่าย แต่ก็เชื่อว่าภาครัฐจะให้การช่วยเหลือและไม่ปล่อยให้เอกชนดำเนินการเองทั้งหมด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เปิดซองประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลพบว่า เรื่องนี้วนไปเวียนมาอยู่ภายใน 2-3 กลุ่มที่ตามที่เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ รวมทั้งเงินที่ได้ในการประมูลก็ใกล้เคียงกับวงเงินที่รัฐบาลตั้งไว้มาก หลังจากนี้ทางพรรคคงต้องตรวจสอบรายละเอียดต่อไป ถ้าพบความผิดปกติก็จะดูว่าผิดกฎหมายเรื่องการสมยอมกันในการเสนอราคาหรือไม่ นอกจากนี้จะตรวจสอบว่ารัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่เคยเสนอให้รัฐบาลก่อนหน้านี้หรือไม่







