
ยอมเสียหน้า ดีกว่า ชาติเสียหาย
“จงยอมรับความจริงแล้วปรับแก้ ดีกว่าดื้อตาไสก่อนพาชาติล่มจม”
โดย....อสนีบาต
เริ่มต้นแบบนี้เพราะด้วยความหวังดีมีถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์กับหลายปัญหาซุกไว้ใต้พรมกำลังล้นทะลักรอวันระเบิด มัวแต่เชื่อแต่คนใกล้ตัวไม่ฟังเสียงสะท้อนรอบด้านจะพังเป็นแถบๆ
ตลอดปีเศษของการบริหารชาติผิดพลาดบกพร่องอะไรบ้าง นายกฯยิ่งลักษณ์รวมถึงคนใกล้ตัว ทบทวนกันหน่อยดีไหม ไม่ใช่พอรู้ตัวว่ารัฐบาลสั่นคลอน ก็เรียกทีมรมต.เข้าบ้านพิษณุโลก ระบายความในใจกันที จากนั้นออกคำสั่งปรับปรุงทีมประชาสัมพันธ์เชิงรุกแต่เอาเข้าจริงก็เงียบฉี่เหมือนเดิม
ส่วนไอ้ที่ไม่ควรทำ กลับทำกันนัก ด้วยการแถลงแข็งขันเรื่องไม่เป็นเรื่อง เอะอะอะไรก็ฟาดงวงฟาดงาเป็นการกระทำของฝ่ายค้านท่าเดียว
อันนี้ไม่ได้ต้องการปกป้องฝ่ายค้าน เพราะไม่ใช่หน้าที่ต้องไปปกป้อง แต่จากที่เห็น ในกรณีองค์กรประชาชน สังคมทั่วไปตรวจสอบพบว่า รัฐบาลมีความไม่ปกติ ต่อการบริหารชาติบ้านเมือง กลับมีพวกประเภทโฆษกแป้งพัพหันไปซัดฝ่ายค้านซะงั้น ทั้งที่สังคมโดยรวมต่างหากที่มีปฏิกิริยากับรัฐบาล
คนในรัฐบาลสมควรมองให้กว้างกว่าเรื่องการเมืองระหว่างกัน ถ้าจมปลักอยู่กับแค่รัฐบาลฝ่ายค้าน โต้กันโต้กันมา ก็ไม่เห็นโลกกว้างสักที ว่าคนในสังคมเขามีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างกับรัฐบาล
รัฐบาลแสดงอาการให้สังคมจับได้ ถึงความไม่โปร่งใส อึมครึม อย่างเช่น โครงการรับจำนำข้าว ตรงนี้ต่างหากรัฐบาลต้องเร่งทำความกระจ่าง
เมื่อได้ฟังสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับ อาจต้องปรับแก้นโยบาย ฟังแล้วชื่นสะดือกว่าได้ฟังโฆษกแป้งพัพ เรียกร้องให้ฝ่ายค้านหยุดโจมตีรัฐบาลกรณีจำนำข้าว อย่างนี้ก็หาสาระอะไรไม่ได้
จำนำข้าวกลายเป็นประชานิยมร้อน ตั้งแต่เริ่มหาเสียง จนมาเป็นรัฐบาลถูกทักท้วงมาโดยตลอดแต่รัฐบาลการันตีทำให้เกษตรกรกินดีอยู่ดี
ตั้งคำถามรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่เอะใจบ้างหรือทำไมผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว ทั่วสารทิศออกมาแสดงความห่วงกังวลหรือคิดแต่เพียงว่าพวกนี้เป็นปฏิปักษ์รัฐบาล
ไม่ว่าทีดีอาร์ไอ ไม่ว่าเป็นนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ไม่ว่าเป็น ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯและอดีตรมว.คลัง ไม่ว่าเป็นวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แม้แต่หน่วยงานรัฐอย่างกระทรวงการคลังให้ข้อมูลทิศทางเดียวกัน ระบุว่า ตัวเลขผลขาดทุนจำนำข้าว แตะระดับแสนล้านบาทขึ้นไป
เหลือแต่คนการเมืองเพื่อไทยเท่านั้นยืนกรานตัวเลขขาดทุนจำนำข้าวมีปริมาณไม่สูงถึงขนาดนั้น นอกจากไม่รู้สึกรู้สาต่อเสียงเตือนทั่วสารทิศแต่คนในรัฐบาลเพื่อไทยกลับพูดออกมาได้ “ขาดทุนไม่เป็นไรขอให้ประชาชนได้ประโยชน์”
คำกล่าวแบบนี้ เป็นการพูดแบบนักการเมืองท่องคัมภีร์เรียกคะแนน ถ้อยความดังกล่าวถูกครึ่งเดียว เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนต้องสรรสร้างงานก่อประโยชน์สุขแก่สังคมชาติด้วยกันทั้งสิ้น
แต่คิดกลับกัน ถ้านโยบายนั้น รังแต่พอกพูนหนี้สินต้องใช้วิธีโยกย้ายงบประมาณจากโครงการโน้นไปโปะล้างหนี้โครงการข้าวเน่าไปเรื่อยๆ ในที่สุดชักหน้าไม่ถึงหลังรัฐบาลถังแตก สารพัดโครงการประชานิยมต้องสะดุด บางโครงการอาจถึงคราวยุติ นอกจากประชาชนไม่ได้ประโยชน์แต่จะลากพาสถานะการคลังประเทศดำดิ่งไปด้วย อย่างนี้หรือที่ประชาชนได้ประโยชน์
นายกฯยิ่งลักษณ์ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ โดยเฉพาะบุญทรง เตริยาภิรมย์ ควรหาสาเหตุทำไมหนอ ทุกภาคส่วนมองตรงกันโครงการจำนำข้าวกำลังเข้าสู่จุดอันตราย ถ้ามัวหมกมุ่นคิดว่าบุคคลที่ท้วงติง คือพวกจ้องล้มรัฐบาลท่าเดียว คิดกันแบบนี้ก็ผิดแล้ว
รัฐบาลต้องมองโลกแง่ดีบ้าง หลายฝ่ายแสดงความห่วงกังวลแทนรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้บริหารงานเป็นหรือไม่ก็ตาม เอาเป็นว่าด้วยความปรารถนาดีถูกส่งมามากมายขนาดนี้ ควรเปิดใจรับฟังร่วมมือกันหาทางออก
จริงอยู่สนามการเมืองเต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบหาจังหวะทำลายความเชื่อมั่น แต่ในบรรยากาศของความร่วมมือหาทางแก้ไขหนี้จำนำข้าวที่กำลังจะเน่ากันทั้งประเทศ ก็ต้องละเว้นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันไปก่อน
รัฐบาลไม่ควรคิดว่า หากเชื่อตามคำแนะนำผู้หวังดีทั้งหลายจะเสียหน้า
เสียหน้าไม่เท่าไหร่แต่เสียชาตินี่สิอันตรายกว่า
แม้รัฐบาลยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมล้มเลิกโครงการรับจำนำข้าว แต่ควรหาทางแก้ไขหรือไม่ กลับไปคิดกันให้ดี
ไม่ว่าจะเป็นการปรับราคารับจำนำให้อยู่ในโลกความเป็นจริง ไม่ใช่กำหนดราคารับซื้อแพงขายถูก แม้แต่ ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ก็ออกมาเปรย “ไม่อยากให้ล้มจำนำข้าวแต่ถ้าจะปรับลดราคาจำนำ จากตันละ 1.5 หมื่นเป็น 1 หมื่นบาท ชาวนาก็รับได้ “ นี่ก็เป็นอีกหนทางหนึ่ง
ย้ำกันอีกครั้งพอมีเวลาคิดทบทวน แต่ถ้ายังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน เข้าอีหรอบ “กว่าถั่วสุกงาก็ไหม้ ”
รัฐบาล”ชี”ช้ำกระหล่ำปลีแน่ๆ







