
เพื่อไทยปูดแผน6ขั้นต่ออายุรบ.มาร์ค-ล้มแดง
"พร้อมพงศ์" แฉนักการเมืองอักษร"น"ผู้มีบารมีนอกพรรคร่วมวางแผน6ขั้นต่ออายุรัฐบาลมาร์ค ล้มคนเสื้อแดง
"พร้อมพงศ์" แฉนักการเมืองอักษร"น"ผู้มีบารมีนอกพรรคร่วมวางแผน6ขั้นต่ออายุรัฐบาลมาร์ค ล้มคนเสื้อแดง
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ได้รับรายงานข่าวว่า ขณะนี้มีแผนต่ออายุรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยเชิญนักการเมืองที่มีบารมีนอกพรรคร่วมรัฐบาล อักษรย่อ น. ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเกมใต้ดิน เข้าร่วมประชุมที่กรมทหารราบ 11 เพื่อวางแผนดำเนินการใน6ขั้นตอนคือ
1.นำเหตุการณ์สลายชุมนุม เมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ปั๊มซีดี 5 ล้านแผ่น ใบปลิว 10 ล้านแผ่น ใช้งบ 100 ล้านบาท แจกจ่ายไปทั่วประเทศ เพื่อป้ายสีให้ประชาชนเข้าใจว่ามีการก่อการร้ายในกลุ่มคนเสื้อแดง
2.ระดมมวลชนผ่านนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล และเครือข่ายในกระทรวงมหาดไทย รวมถึงกลุ่มการเมืองในคราบนักวิชาการ หมอ และพยาบาลบางกลุ่ม จากสีเหลืองแปลงร่างเป็นแนวร่วมรัฐบาล ให้ออกมาสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ให้ยุบสภา และต่อต้านประชาชนคนเสื้อแดงที่มาชุมนุม
3.จัดม็อบชนม็อบ เน้นกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล ชนกับประชาชนคนเสื้อแดงที่มาชุมนุม แล้วจะมีกลุ่มฮาร์ดคอร์หัวรุนแรงที่หนุนรัฐบาลร่วมกับหน่วยความมั่นคงบางหน่วย สร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง และจะปะทะกันจนนำไปสู่ความชอบธรรมที่รัฐบาลดำเนินการสลายม็อบเสื้อแดงอีกครั้งหนึ่ง
4.จับกุมแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงให้ได้โดยเร็วที่สุด และมากที่สุด เพื่อลดจำนวนผู้ชุมนุม และทำลายขวัญกำลังใจของผู้ชุมนุมและผู้สนับสนุนคนเสื้อแดง เพื่อให้ผู้ชุมนุมที่คัดค้านรัฐบาลขาดแกนนำมวลชน
5.เรียกนักธุรกิจ นักการเมือง นักวิชาการ รวมถึงประชาชน ที่มีบทบาทสำคัญ เข้ารายงานตัว โดยอาศัย พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือ เพื่อจำกัดสิทธิ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ที่เห็นต่างจากรัฐบาลอภิสิทธิ์
และ 6.หากรัฐบาลรับมือไม่อยู่ ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ แล้วไม่ได้ผล ก็จะอาศัยทหาร กลุ่มที่หนุนรัฐบาล และอำมาตย์ ออกมายึดอำนาจ ล้มกระดาน เพื่อไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง เพราะรู้ว่าถ้าปล่อยให้มีการยุบสภา และมีการเลือกตั้งใน 2-3 เดือนนี้ กลุ่มอำนาจรัฐบาลชุดนี้ และแนวร่วมอำมาตย์ ก็จะไม่ได้กลับมามีอำนาจต่อไป จึงใช้ทุกวิธีการเพื่อต้องรักษาอำนาจต่อไป
"จึงขอประณามกลุ่มบุคคลที่อยู่ในรัฐบาล รวมทั้งนักการเมือง น. ที่ใช้วิธีการดังกล่าวซึ่งจะทำให้เกิดความแตกแยก และขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นในสังคม จนลุกลามบานปลายเป็นสงครามกลางเมืองในที่สุด"นายพร้อมพงศ์ กล่าว.







