
ปิดบัญชีจำนำข้าว"กิตติรัตน์"เปิดศึก"บุญทรง"
ที่สุดแล้วรัฐบาลก็ไม่สามารถปิดบัญชีผลขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ที่สุดแล้วรัฐบาลก็ไม่สามารถปิดบัญชีผลขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล
“ตอนนี้ยังยืนยันตัวเลขขาดทุนได้ เพราะยังไม่ปิดบัญชี ซึ่งการปิดบัญชีหมายถึงต้องระบายข้าวออกไปหมดทั้งโกดัง ซึ่งปกติก็จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี กว่าข้าวจะหมดโกดัง”บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ แจงเงื่อนปมที่ทำให้ไม่อาจปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก “ปีแรก” ได้
บุญทรง ยืนยันว่า ตัวเลขขาดทุนจำนำข้าว 2.6 แสนล้าน “ไม่จริง” และผลสรุปการปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการที่มี สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นสิ่งที่ต้อง “ตรวจสอบ” ซ้ำ โดยคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี บุญทรง เป็นประธาน
ส่งผลให้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ใช้เงินในโครงการแล้ว 6 แสนล้านบาท
แต่ไม่มีการชี้แจงปริมาณข้าวและประเภทข้าวสารที่ขายไป ปริมาณสต๊อกข้าวคงค้างเท่าใด เงินค่าบริหารจัดการไปเท่าใด และสุดท้ายรัฐบาลขาดทุนเท่าไหร่ มีเพียงการระบุว่ามูลค่าข้าวสารในสต๊อกอยู่ที่ 2.26 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลที่รัฐบาลต้องคลี่ปมให้กระจ่าง
ขณะที่การแถลงข่าวของ บุญทรง วันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีความคลาดเคลื่อนอย่างน้อย 2 ประเด็น ประเด็นแรก ปริมาณสต๊อกข้าวทั้งหมด และประเด็นที่สอง มูลค่าข้าวสารคงเหลือในสต๊อก
เพราะนับแต่วันเริ่มการรับจำนำข้าวเปลือกวันแรก 7 ต.ค. 2554 จนถึงวันนี้ รัฐบาลใช้เงินหมุนเวียนรับจำนำข้าวเปลือก (ไม่รวมค่าบริหารจัดการ) 585,278 ล้านบาท รับจำนำข้าวเปลือก 37.22 ล้านตัน (ไม่นับข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2556 ณ วันที่ 31 พ.ค. มีข้าวเข้าโครงการ 3.54 ล้านตัน จ่ายเงินให้ชาวนา 5.25 หมื่นล้านบาท)
แบ่งเป็นข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/2555 มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 6,928,490 ตัน โครงการข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 14,821,037 ตัน และโครงการข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/2556 มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 15,473,705 ตัน (3 มิ.ย. 2556)
มีการส่งมอบเข้าโกดังกลาง 3 ฤดูกาลผลิต จะอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านตันบวกลบ และเป็นปริมาณข้าวสารที่สอดคล้องกับตัวเลขของอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าว
แต่ บุญทรง กลับชี้แจงว่า ได้ขายข้าวแบบจีทูจี 7 ล้านตัน คงเหลือข้าวในสต๊อกราว 10 กว่าล้านตัน เท่ากับว่ารัฐบาลมีข้าวสารที่ได้เข้าโครงการรับจำนำ 17 ล้านตัน ซึ่งเป็นตัวเลขสต๊อกข้าวที่ “คลาดเคลื่อน” จากข้อเท็จจริงประมาณ 3 ล้านตัน และข้าวจำนวน 3 ล้านตัน น่าจะถูกเก็บในโกดังกลางองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)
“อคส.มีสต๊อกข้าวสารจากโครงการรับจำนำตั้งแต่ปี 2554/2555 ถึงปัจจุบันมีปริมาณ 1718 ล้านตัน มีภาระผูกพันที่จะต้องขายให้กรมราชทัณฑ์และผลิตเป็นข้าวถุงออกขาย 2 ล้านตัน เหลือสต๊อก 15 ล้านตัน และไม่รู้ว่ามีการขายข้าวไปเท่าใดแล้ว” สมศักดิ์ วงศ์วัฒนศานต์ รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ย้ำ
เช่นเดียวกับสต๊อกข้าวคงเหลือที่ บุญทรง ระบุว่า เหลือประมาณ 10 ล้านตัน มีมูลค่า 2.26 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นราคาข้าวสารเฉลี่ย 22,600 บาทต่อตัน น่าจะ “ไม่ถูกต้อง” และสูงกว่าความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน 7 หมื่นล้านบาท
เนื่องจากข้าวสารที่เก็บในสต๊อกส่วนใหญ่จะเป็น “ข้าวขาว 5%” ขณะที่ข้าวหอมมะลิที่มีราคาสูงกว่า 3 หมื่นบาทต่อตันนั้น จะเก็บไว้ในโกดังได้อย่างมาก 56 เดือน ไม่เช่นนั้นข้าวจะไม่หอม ทำให้เมื่อคำนวณมูลค่าข้าวขาว ณ ราคาตลาดขายส่งเดือน มิ.ย. เฉลี่ยอยู่ที่ 15,30015,500 บาทต่อตัน มูลค่าข้าวในสต๊อกจึงไม่เกิน 1.55 แสนล้านบาท
สะท้อนว่าข้อมูลที่ บุญทรง ชี้แจง “ไม่น่าเชื่อถือ” ทั้งปริมาณข้าวสารที่ได้จากโครงการ และมูลค่าข้าวสารในสต๊อก หรือไม่เช่นนั้นบุญทรง ก็ไม่รู้ข้อมูลข้าวที่แท้จริงเช่นกัน
ซึ่งนั่นแตกต่างจากตัวเลขคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่มีรองปลัดสุภา เป็นประธาน เพราะข้อมูลที่คณะกรรมการจัดทำขึ้นถือว่า “ลงลึก” ในรายละเอียด ตั้งแต่การใช้เงินในโครงการที่เป็นเงินหมุนเวียน ค่าจ้างโรงสีสีแปรสภาพ ค่าดอกเบี้ย ค่าเช่าโกดัง วงเงิน 661,224 ล้านบาท
มีการระบุผลการขาดทุนแต่ละโครงการอย่างชัดเจนว่าอยู่ที่ 220,967 ล้านบาท พร้อมทั้งคาดการณ์ผลขาดทุนในเดือน พ.ค. ว่ามูลค่าขาดทุนจะสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท เพราะมีแนวโน้มว่ากระทรวงพาณิชย์จะขายข้าวไม่ได้ราคา
“ผลการขาดทุน ณ วันที่ 31 ม.ค. 2556 ปรากฏว่าผลขาดทุนโครงการรวมอยู่ที่ 220,967 ล้านบาท แบ่งเป็นผลการขาดทุนการจำนำข้าวนาปีฤดูกาลผลิต 2554/2555 จำนวน 42,963 ล้านบาท นาปรังฤดูกาลผลิต 2555 จำนวน 93,933 ล้านบาท และนาปีฤดูกาลผลิต 2555/2556 จำนวน 84,071 ล้านบาท” รายงานคณะกรรมการ ระบุ
ที่สำคัญที่สุด เป็นการจัดทำข้อมูลตัวเลขที่มี “ศักดิ์ศรี” และความเป็น “มืออาชีพ” ของรองปลัดสุภา เป็นเดิมพัน
ทว่า ข้อมูลของคณะกรรมการปิดบัญชีที่มีวิธีการคำนวณเป็นตามหลักเกณฑ์การคำนวณของกระทรวงการคลัง และมีอ้างอิงตัวเลขจากทางราชการทั้งสิ้น กลับดูไม่น่าเชื่อถือใน “สายตา” บุญทรง และต้องนำกลับมาทบทวนใหม่ในเวที กขช. ที่มี บุญทรง นั่งหัวโต๊ะ
นอกจากนี้ การที่ บุญทรง แถลงว่า รัฐบาลได้จำนำข้าวมาตั้งแต่ปี 2554 เป็นการช่วยยกระดับรายได้ให้กับชาวนา โดยรัฐบาลได้ใช้วงเงินจำนำข้าวตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบันเป็นวงเงิน 6 แสนล้านบาท จำนำข้าวได้รวม 39.540 ล้านตันข้าวเปลือก มีชาวนาได้ประโยชน์ 3.7 ล้านครัวเรือน หรือ 1415 ล้านคน สมควรตั้งข้อสงสัยเช่นกัน
แต่เมื่อพินิจปริมาณข้าวเปลือกที่เข้าโครงการ พบว่าชาวนาภาคกลางและเหนือตอนล่างได้ประโยชน์สูงสุด
ส่วนชาวนาภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวเป็นส่วนใหญ่ และปลูกข้าวได้ปีละครั้ง จะได้เงินจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/2555 และปีการผลิต 2555/2556 ไม่เกิน 1.2 แสนล้านบาท จากเงินที่ใช้ในโครงการ 6 แสนล้านบาท หรือไม่ถึง 20% ของเงินที่ใช้ในโครงการ
เนื่องจากโครงการรับจำนำข้าว 3 ฤดูกาลผลิต คือ นาปี 2554/2555 นาปรัง 2555 และนาปี 2555/2556 มีข้าวเปลือกเจ้าซึ่งนิยมปลูกในภาคกลางเข้าโครงการกว่า 28 ล้านตันข้าวเปลือกหอมจังหวัด และข้าวเปลือกปทุมธานี 23 ล้านตัน แต่เป็นข้าวเปลือกหอมมะลิ 6.41 ล้านตัน และข้าวเปลือกเหนียว 1.39 ล้านตัน
ขณะที่ปรากฏการณ์ “ปิดตัวเลขเจ๊งจำนำข้าว” ส่งผลให้ท่าทีของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง กับ บุญทรง ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ได้ปะทุเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ เพราะ กิตติรัตน์ ทนไม่ได้ที่เห็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้อง “รับเละ” อยู่คนเดียว
อีกทั้ง กิตติรัตน์ เป็นถึงรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ แต่หากไม่สามารถกำกับดูแลงานของ รมว.พาณิชย์ ได้ ตำแหน่งนี้คงไม่มีความหมาย และยิ่งผลการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวที่ส่อแววขาดทุนสูง และเสี่ยงที่สถาบันจัดอันดับ “มูดี้ส์” จะลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย
กิตติรัตน์ จำเป็นต้องออกหน้า
เริ่มจากไม้แรก มติที่ประชุมรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่บ้านพิษณุโลกสัปดาห์ก่อน นายกฯ ยิ่งลักษณ์ แต่งตั้ง กิตติรัตน์ เป็นผู้ชี้แจงโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล เท่ากับเป็นประกาศิตให้ กิตติรัตน์ มีสิทธิเข้าไปล้วงลูก ล้วงข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมดที่ บุญทรง นั่งทับอยู่ขณะนี้
และงานนี้ กิตติรัตน์ จะไม่เปลืองตัว เพราะอยู่ในฐานะ “ผู้ตรวจสอบ” ต่างจาก บุญทรง ที่อยู่ในฐานะ “คนถูกตรวจสอบ” ซ้ำร้ายมีสิทธิต้องลงเอยเป็นแพะรับบาปในโครงการรับจำนำข้าวและตกเก้าอี้แต่เพียงลำพัง ทั้งๆ ที่นโยบายรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดและรับจำนำสูงกว่าราคาตลาดเป็นผลิตผลของ “ครม.ยิ่งลักษณ์”
ไม้สอง กิตติรัตน์ ให้สัมภาษณ์โดยระบุว่า การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ต้องใช้ข้อมูลเดียวกับคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำชุดรองปลัดสุภา เพื่อป้องกันข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือเรียกว่าป้องกันการปั้นแต่งตัวเลขที่ทำให้มีการบิดเบือนข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวเปลือกอย่างจงใจ
“เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เพราะการใช้ข้อมูลคนละสมมติฐานจะทำให้เกิดความสับสน เพราะคลังและพาณิชย์มีการใช้สมมติฐานสินค้าคงเหลือ ราคาสินค้า และการเสื่อมสภาพของสินค้าที่ต่างกัน” กิตติรัตน์ กล่าว พร้อมย้ำว่า “ผมขอยึดข้อมูลคณะอนุกรรมการปิดบัญชีที่ กขช.เป็นผู้แต่งตั้ง และอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการคลังเป็นหลัก”
และนั่นจะทำให้การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก “ใกล้เคียง” กับผลการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการชุดที่มีรองปลัดสุภา เป็นประธานอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กระนั้นแม้ กิตติรัตน์ ยืนยันว่าการขาดทุนในโครงการไม่ถึง 2.6 แสนล้านบาทแน่นอน และปีงบ 2557 ได้ตั้งงบชดเชยการขาดทุนโครงการรับจำนำ 78 หมื่นล้านบาท
ไม้ที่สาม อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ลงนามในหนังสือแบ่งหน้าที่รองปลัดกระทรวงการคลัง โดย สุภา ยังคงนั่งในตำแหน่งประธานคณะกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงตัวบุคคลเหมือนที่เป็นกระแสข่าวก่อนหน้านี้
เหล่านี้เป็นสัญญาณว่า กิตติรัตน์ เปิดหน้าชน บุญทรง โดยมีรองปลัดสุภา เป็นทัพหน้า
สถานการณ์โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องบอกได้เลยว่ามีทั้งศึกนอก ศึกใน ให้สาวไส้ความล้มเหลวของโครงการรับจำนำข้าวให้ประชาชนตาดำๆ ได้เห็นกันอย่างตำตาตำใจว่า โครงการนี้สร้างความเสียหายเกินเยียวยา







