
ยิ่งลักษณ์ ยิ่งแก้ ยิ่งวุ่น
ประชุมปรับแผนการทำงานรอบใหม่ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดบ้านพิษณุโลก เรียกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เข้าหารือวางแผนเชิงรุก
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ประชุมปรับแผนการทำงานรอบใหม่ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดบ้านพิษณุโลก เรียกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เข้าหารือวางแผนเชิงรุก พร้อมคณะทำงานประชาสัมพันธ์นโยบาย ด้วยการวางตัวรัฐมนตรีรับผิดชอบแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่กำลังถูกถล่มอย่างหนักในเวลานี้
1.โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ดูแล 2.โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ ดูแล 3.โครงการรับจำนำข้าว กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ 4.ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.อ.สุกําพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม และ 5.การปรองดองสมานฉันท์มี พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ และรมว.ศึกษาธิการ
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาหลายนโยบาย นอกจากจะไม่เข้าเป้าอย่างที่เคยป่าวประกาศแล้ว หลายโครงการยังสร้างความเสียหายตามมาหลายด้าน และหลายโครงการเริ่มส่งกลิ่นความไม่โปร่งใส ในขณะที่การชี้แจง ให้ข้อมูลจากภาครัฐยังกะปลกกะเปลี้ยไร้ทิศทาง ไร้น้ำหนัก
การขยับรอบนี้ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์จึงเป็นการพยายามแก้ไขจุดอ่อน กำชับให้ทุกกระทรวงให้ข้อมูลข้อเท็จจริงผ่านสื่อทุกแขนง วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ไปจนถึงทวิตเตอร์ เพื่อไม่ให้ถูกฝั่งตรงข้ามโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการบริหารที่ทำไป ปรับแก้กันเล็กๆ น้อยๆ ไปเรื่อยๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือปัญหาเรื่องการประชาสัมพันธ์ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก ดังจะเห็นจากการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่รับผิดชอบในส่วนต่างๆ หลายรอบ แต่ก็ยังดูจะไม่เข้าเป้า
ล่าสุดการวางตัว “อภินันท์ จันทรังษี” อดีต ผวจ.บุรีรัมย์ มานั่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งถูกจับตาว่าจะมีแรงหนุนจากฝั่งการเมืองให้มาขับเคลื่อนภารกิจใดเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะกระโดดข้ามห้วยมานั่งเก้าอี้นี้ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ หรือผลงานด้านนี้ชัดเจน
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงตำแหน่ง “โฆษกรัฐบาล” ที่ถือเป็นกระบอกเสียงสำคัญสำหรับเผยแพร่ข้อมูล ชี้แจง ตอบโต้ จากฝั่งรัฐบาล แต่ก็ยังทำงานไม่เข้าตา จนต้องมีการปรับเปลี่ยนกันอยู่หลายรอบ ไม่ว่าจะเป็น ฐิติมา ฉายแสง นพ.ทศพร เสรีรักษ์ จนล่าสุดเปลี่ยนมาเป็น ธีรัตถ์ รัตนเสวี
ต่อเนื่องถึงการดึงอำนาจ การกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ของ “ศันสนีย์ นาคพงศ์” ให้กลับมาอยู่ในความดูแลของ “นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล”
การขยับปรับเปลี่ยนของรัฐบาลไม่ได้มีเพียงเฉพาะเรื่องการประชาสัมพันธ์ แต่ยังรวมไปถึงเรื่องการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนทั้งบุคลากรที่รับผิดชอบ รวมทั้งปรับแผนการดำเนินการอยู่เป็นระยะ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ หนำซ้ำยังมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น
การปรับเปลี่ยนเริ่มตั้งแต่ โยก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ มาบัญชาการสถานการณ์แบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ หลัง พล.อ.ยุทธศักดิ์ศศิประภา รองนายกฯ ที่ดูแลรับผิดชอบงานด้านความมั่นคงถูกปรับออกพ้น ครม.
ไม่ต่างจากแนวทางการแก้ปัญหาที่กลับไปกลับมา ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดงัด มาตรา 21 พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มาใช้เปิดทางให้ผู้กระทำผิดเข้ามอบตัว แต่ก็เงียบหายไปไม่มีการเดินหน้าต่อ
หรือการขยับมาใช้การเจรจาสันติภาพที่หวังว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ แต่การเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น 2 รอบที่ผ่านมา ไม่ได้มีแนวโน้มจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จน ร.ต.อ.เฉลิม ส่งสัญญาณเตรียมงัดแผนสำรองเปิดเจรจากับกลุ่มอื่นๆ เพิ่มเติม ท่ามกลางความเป็นห่วงว่าการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของนโยบายจะยิ่งทำให้การแก้ปัญหายากจะสำเร็จ
ล่าสุดการแต่งตั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ. ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ผอ.ศปก.กปต. เพื่อให้บูรณาการการแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะ รอง ผอ.กอ.รมน. ถูกมองว่าเป็นการโยนหน้าที่แก้ปัญหาจากฝ่ายการเมืองไปให้กองทัพออกโรง ที่จะต้องแบกรับแรงเสียดทานทั้งหมดแทนการเมือง
มาจนถึงเรื่องโครงการรับจำนำข้าวที่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเนื้อหารายละเอียด จากเดิมที่จำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 1.5 หมื่นบาท แต่ต่อมาก็มีการแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งกำหนดกรอบให้เข้าโครงการได้ปีละ 2 ครั้ง กำหนดยกเลิกสายพันธ์ุข้าวนับ 18 สายพันธุ์ ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องดูแลในโครงการ
การบริหารงานในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมาจึงสะท้อนให้เห็นการบริหารงานที่ทำงานไป แก้ไขไป แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำให้ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง มีแต่จะกลายมาเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ







