
สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 2 ลูกหม้อวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์
เมื่อสมเด็จพระสังฆราชศรี (บางแห่งใช้คำว่า สี) วัดระฆังโฆสิตาราม สิ้นพระชนม์ เมื่อเดือน 5 ปีขาล จ.ศ.1156 พ.ศ. 2337 ยังเป็นสมัยของรัชกาลที่ 1
โดย...สมาน สุดโต
เมื่อสมเด็จพระสังฆราชศรี (บางแห่งใช้คำว่า สี) วัดระฆังโฆสิตาราม สิ้นพระชนม์ เมื่อเดือน 5 ปีขาล จ.ศ.1156 พ.ศ. 2337 ยังเป็นสมัยของรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์จึงทรงพิจารณาโปรดให้สถาปนาพระพนรัตน์ วัดสลัก หรือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชรูปที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่ประทับวัดมหาธาตุ และเป็นลูกหม้อวัดมหาธาตุอีกด้วย โดยได้รับการสถาปนาเมื่อปีขาล พ.ศ. 2337 และทรงดำรงตำแหน่งมายาวนานถึง 23 ปี สิ้นพระชนม์วันพุธ แรม 11 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด อัฐศก ตรงกับวันที่ 17 เม.ย. พ.ศ. 2359 ในรัชกาลที่ 2
ตามพระประวัตินั้นวันประสูติตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 11 เดือนยี่ ปีฉลู พ.ศ. 2276 สมัยกรุงธนบุรีเป็นพระญาณสมโพธิ์ วัดสลัก ต่อมาในปี พ.ศ. 2323 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมเจดีย์
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้สถาปนาเป็นพระพนรัตน์ ตำแหน่งนี้คือสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายซ้ายว่าคณะใต้ คู่กับสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราชฝ่ายขวา ว่าคณะเหนือ
ในเรื่องนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า ตำแหน่งพระพนรัตน์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ 1 รอง แต่สมเด็จพระอริยวงษญาณ ในทำเนียบสมณศักดิ์สมัยกรุงศรีอยุธยา มีสังฆปริณายก 2 องค์ เรียกสังฆราชซ้ายขวา กล่าวคือ สมเด็จพระอริยวงษญาณ เป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายขวา ว่าคณะเหนือ พระพนรัตน์ เป็นสังฆราชฝ่ายซ้าย ว่าคณะใต้
เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ประทับที่วัดนี้เป็นเวลานาน จึงเป็นธรรมเนียมต่อมาที่พระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราช จะต้องได้รับการแห่แหนมาประทับวัดมหาธาตุแห่งนี้ วัดมหาธาตุจึงเป็นที่ประทับสมเด็จพระสังฆราชถึง 5 พระองค์
จึงขอเล่าเรื่องวัดไว้ด้วย
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ แต่เดิมชื่อวัดสลัก และเปลี่ยนชื่อมาอย่างน้อย 3 ครั้ง จนเป็นวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ในรัชกาลที่ 5 อดีตนั้นรุ่งเรืองถึงกับเป็นตำหนักที่ประทับสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งปัจจุบันตำหนักสมเด็จพระสังฆราช ตั้งอยู่ที่คณะสลัก
วัดนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จึงไม่ต้องพูดถึงว่านานแค่ไหน มาถึงสมัยกรุงธนบุรี ก็ยังมีบทบาทและรุ่งเรืองขนาดที่เจ้าอาวาสยังมีสมณศักดิ์ที่พระญาณสมโพธิ์ เป็นพระธรรมเจดีย์ต่อมา และเป็นพระพนรัตน์ปกครองสงฆ์คณะใต้ในรัชกาลที่ 1 จนกระทั่งเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ชื่อเดิมวัดสลัก แต่เปลี่ยนเป็นวัดนิพพานาราม ในรัชกาลที่ 1 เมื่อสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงปฏิสังขรณ์
เมื่อ พ.ศ. 2331 วัดนี้เป็นที่ทำสังคายนา พระไตรปิฎก เพื่อให้สมกับที่เป็นสำนักสำคัญ รัชกาลที่ 1 กับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท จึงโปรดให้เปลี่ยนชื่อวัดอีกครั้ง เป็นวัดพระศรีสรรเพชญดาราม
ใน พ.ศ. 2346 วัดนี้เป็นสถานที่ประชุมพระราชาคณะสอบไล่พระปริยัติธรรมภิกษุสามเณร จึงโปรดให้เปลี่ยนนามเป็นวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แต่คนทั่วไปมักเรียกสั้นๆ ว่า วัดมหาธาตุ
พ.ศ. 2437 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนชื่อตามที่โปรดเกล้าฯ ลงมาว่า วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ด้วยเหตุผลที่ว่า ได้ทรงบริจาคทรัพย์อันเป็นส่วนของสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ที่สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2437 เพื่อบำรุงและปฏิสังขรณ์พระอารามแห่งนี้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ต่อสร้อยชื่อของวัด และเรียกว่า วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ถึงปัจจุบัน
สำหรับสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงครองวัดนี้เป็นปฐมนั้น ทรงดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 23 ปี ผลงานของพระองค์จึงมีมากมายสรุปได้ดังนี้
ทรงเป็นกำลังสำคัญในการสังคายนาพระไตรปิฎกทรงเป็นพระราชอุปัชยาจารย์ เจ้านายหลายพระองค์และได้รับหน้าที่คัดเลือกพระสมณทูต 10 รูป ไปเจริญศาสนสัมพันธ์กับประเทศศรีลังกา ตามพระราชดำริของรัชกาลที่ 2 หลังจากว่างเว้นการติดต่อกันมานาน 50 ปี







