
มาร์คไร้ทางเลือกต้องปรับทัพสู้
...ทีมข่าวการเมือง
กําลังจะผ่านพ้นช่วงทดเวลาบาดเจ็บก่อน ก่อนเข้าสู่เกมจริงกับการตระเตรียมระดมมวลชนคน
“เสื้อแดง” ช่วงหลังสงกรานต์ออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลยกสุดท้าย หลังประกาศสลายการชุมนุมที่ย่านสะพานผ่านฟ้าฯ มาตั้งหลักรวมตัวกันที่เวทีราชประสงค์เพียงจุดเดียวไหนจะต้อง
“สะสาง” แรงเสียดทานจากสังคมในประเด็นเรื่องความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 20 คนและบาดเจ็บหลายร้อยคน แม้รัฐบาลผ่านทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จะออกมาโยนว่าเป็นความผิดของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายจนนำมาสู่
“สงครามคลิป” ที่แต่ละฝ่ายต่างงัดออกมาตอบโต้ปัดความผิดให้พ้นตัว แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ “รัฐบาล” ในฐานะผู้กุมอำนาจฝ่ายบริหารไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบที่ปล่อยให้เกิดการสูญเสียเช่นนี้ไม่น่าแปลกที่ทั้ง
“เสื้อแดง” และ “พรรคเพื่อไทย” จะผนึกกำลังหยิบประเด็นเรื่องนี้มาขยายผลกับข้อหา รัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน ด้วยการพาญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 10 เม.ย. ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรก.ผบ.ตร. ให้ดำเนินการเอาผิดกับ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม จนปล่อยให้เกิดเหตุรุนแรงสร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ขณะที่ฝั่งเสื้อแดงออกมา “ลูบคม” ตั้งค่าหัวแกนนำรัฐบาลทั้งคู่คนละ 10 ล้านบาทท่ามกลางการออกมายอมรับว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ จะต้องเก็บตัวเงียบอีกระยะหนึ่ง จะยังไม่เปิดเผยตัวต่อสาธารณชน เพราะสถานการณ์ช่วงนี้ไม่ปกติ การให้สัมภาษณ์หรือสื่อสารถึงประชาชนจะน้อยลง เว้นแต่มีความจำเป็นจริงๆ
ต่อจากนี้จึงจะเป็นงานหนักสำหรับ
“รัฐบาล” กับการฟันฝ่าแรงบีบคั้นรอบด้าน ท่ามกลางสภาวะที่ไร้เสถียรภาพอย่างหนัก จากการที่บรรดา “นั่งร้าน” ทั้ง “กองทัพพรรคร่วมรัฐบาล” ซึ่งเคยอุ้มชูรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องเริ่มออกอาการ “แปรปรวน” พร้อมสละรัฐนาวาลำนี้ยิ่งพิจารณาเงื่อนไข
“ยุบสภาทันที” ของเสื้อแดงพร้อมปฏิเสธข้อเสนออื่น รวมทั้งการเจรจาอื่นใด ยิ่งทำให้รัฐบาลไม่อาจจำใจยอมรับ “ข้อเสนอ” ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ไม่เชื่อว่า “ยุบสภา” จะเป็นทางออกสุดท้ายขณะนี้ทั้งไม่เชื่อว่า การเลือกตั้งหลังจากนี้จะเป็นที่ ยอมรับ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังเป็นชุดเดิม ซึ่งจะมีผลต่อการให้ใบเหลืองใบแดง ไปจนถึง กฎกติกา ต่างๆ ที่เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่ง
“เสื้อแดง” ออกมาคัดค้านไม่ยอมรับด้วยที่มาที่ไปจาก “รัฐประหาร”ยังไม่รวมกับบรรยากาศความแตกแยกที่เกิดขึ้นแบบฝังรากลึกในสังคม ที่แม้เสื้อแดงจะเคยยื่นข้อเสนอให้ร่วมลงสัตยาบันด้วยกันทุกฝ่ายเพื่อเปิดทางให้การหาเสียงทั่วประเทศเป็นไปอย่างสงบสุขไม่เกิดการออกมาต่อต้านของสีต่างๆ ในแต่ละพื้นที่
แต่ทว่าหลายฝ่ายยังไม่อาจปักใจเชื่อ อย่างสนิทใจ เมื่อ
“เสื้อแดง” เองไม่สามารถรับประกันการเคลื่อนไหวในแต่ละกลุ่มย่อย ที่ออกอาการขัดแย้งกันอยู่บ่อยๆ ว่าจะสามารถเดินไปตามแนวทางที่กำหนดได้อย่างไม่มีแตกแถวที่สำคัญหากรัฐบาลประชาธิปัตย์ ต้อง
“จำใจ” เลือกเส้นทางยุบสภาขึ้นมาจริงๆ ในตอนนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่พร้อมสำหรับประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งใหม่และยังถูกซ้ำเติมด้วยรอยแผลจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยการโยนให้เป็นภาระหน้าที่ พิสูจน์ข้อเท็จจริงของคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า
“ผลสอบ” ที่ออกมาย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายที่เสียประโยชน์ จนถึงขั้นออกมาต่อต้านการยุบสภาในช่วงนี้จึงเท่ากับการ
“ทำลาย” ผลงานที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามปลุกปั้นผ่านการบริหารงานในช่วงปีกว่าๆ ให้สูญสลายไปแบบกู่ไม่กลับ ดับฝันการจะได้ สส. 280 เสียงเป็นแกนนำรัฐบาลเสียงข้างมาก ลบคำสบประมาทที่ผ่านมาถึงขั้นส่งผลให้
“ประชาธิปัตย์” ต้องปิดประตูนับถอยหลังรอเป็น “ฝ่ายค้านถาวร”จากนี้จึงนับเป็นอีกห่วงเวลาสำคัญ ที่รัฐบาลต้องปรับทัพ จัดแผนกันใหม่หมดเพื่อรับมือ
“เสื้อแดง” หากรัฐบาลจะตัดสินใจยืนยันจะสู้ต่อไปเริ่มตั้งแต่
“กองทัพ” มือไม้สำคัญของรัฐบาล ที่เริ่มไม่สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้อย่างที่เคยเป็น ภายใต้การนำ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ท่ามกลางเสียงร่ำลือว่าต้องการลอยตัวเหนือความขัดแย้ง นับถอยหลังสู่การเกษียณที่เหลืออีกไม่กี่เดือนยิ่งในวันที่ไม่อาจคาดหวังกับ ตำรวจมะเขือเทศหรือทหารแตงโม ดังที่ปรากฏให้เห็นหลายเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา
ดังนั้น แม้จะไม่ถึงกับต้อง
“เปลี่ยนม้ากลางศึก” แต่การผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. เข้ามามีบทบาทสำคัญกับการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงเพิ่มขึ้น อาจจะเป็นอีกทางเลือกที่รัฐบาลต้องตัดสินใจอีกด้านหนึ่งแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่แม้จะหนุนหลังไม่ให้ยุบสภา แต่อีกด้านหนึ่งกำลังเร่งเร้าบีบให้เดินหน้าไปสู่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนจะเดินหน้าไปสู่กระบวนการยุบสภาภายใน 6 เดือน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์
แน่นอนว่าแรงหนุนจากพรรคร่วมที่ประคับประคองรัฐบาล เป็นเพียงแค่ผลประโยชน์ร่วมกันกับการหวังปลดล็อกเขตเลือกตั้งเป็นเขตเดียวเบอร์เดียวเพื่อสู้กับกระแสทักษิณนิยม ซึ่งหากสมประสงค์ตรงนี้ ก็จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมสละเรือ การยื้อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงอาจเท่ากับเป็นการยื้อการอยู่ในตำแหน่งของรัฐบาลขณะนี้
หลังจากนี้จึงถือเป็นศึกหนักของ
“รัฐบาล” กับการเปิดเกมรอบใหม่หลังสงกรานต์ที่จะดุดัน รุนแรงขึ้น ทั้งในรูปแบบและเนื้อหา ซึ่งหากรัฐบาลจะเดินหน้าสู่ต่อไป ก็ต้องปรับทัพยกใหญ่ พร้อมเร่งปิดเกมก่อนจะกลายเป็นแรงกดดันย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้รัฐบาลเอง






