
รัฐบาลต้องมีคำตอบ
เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ผลพวงจากวิกฤตการณ์
“10 เมษา” ที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย ทำให้สถานการณ์ของรัฐบาลอยู่ในขั้นลำบาก ทางเลือกเหลือน้อยลงทุกที นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรรีบตัดสินใจจะยุบสภาหรือลาออกให้ชัดเจน ยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติยุบพรรค จึงต้องคิดถึงอนาคตของพรรคที่มีอายุเก่าแก่ 60 ปี ต้องมองถึงแผนระยะกลาง ระยะยาวว่า จะฝ่าคลื่นลมนี้ไปได้อย่างไร หัวหน้า ปชป. ยังจะเป็นอภิสิทธิ์อีกต่อไปหรือไม่ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องคิดว่าจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไรในการเลือกตั้งที่จะมาถึง และต้องตัดสินใจด้วยว่าจะขยับอย่างไรต่อผลพวงของเหตุการณ์ครั้งนี้ ที่จะทำให้สถานการณ์พอจะคลี่คลายได้ที่น่าเป็นห่วง คือ ถ้ารัฐบาลยังหาทางออกให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมเรือนหมื่นเรือนแสนไม่ได้ แล้วถ้าทหารจะปราบอีกก็อาจไม่เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มคนเสื้อแดงและคนทั่วไป แต่ถ้าทหารไม่ออกรัฐบาลก็ต้องตัดสินใจว่าจะคลี่คลายสถานการณ์อย่างไร ซึ่งก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังทำแบบเดิม คือ อึมครึม คิดซ้ำ พูดซ้ำ ทำซ้ำ สนใจแค่ประเด็นว่า ใครคือชุดเสื้อดำ ใครเป็นคนสร้างเหตุการณ์ รัฐบาลต้องคิดเกินจากนั้นให้มาก และต้องเลิกล้มความคิดที่จะสลายการชุมนุม ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อให้กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมต่อไป
ข้อคิดจากการชุมนุมจนเกิดเหตุการณ์ 10 เม.ย. คงต้องบอกว่า สังคมไทยมีภารกิจสำคัญ คือ ยกระดับคนชั้นล่างให้ขึ้นมาเป็นคนชั้นกลางตามขั้นตอน คือ เป็นคนชั้นกลางระดับล่างก่อนและต่อมาก็เป็นคนชั้นกลางจริงๆ เพราะจะทำให้สังคมสองนัครากลายเป็น นัคราเดียวกัน คือ คนชั้นกลางเดียวกัน จะเป็นกลางระดับล่างหรือกลางแท้ และต้องเหลือคนจนหรือคนชั้นสูงให้น้อยที่สุด ถ้าแก้ตรงนี้ได้ เสียงที่พูดว่าไพร่ขัดแย้งกับอำมาตย์ ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความตึงเครียดที่สังคมไทยยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
การที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องครั้งนี้ เพราะต้องการความเท่าเทียมทางการเมือง โดยมีความรู้สึกว่า ทำไมเสียงของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งเป็นเสียงจำนวนมาก ไม่ได้รับความสนใจ ดังนั้นภารกิจของรัฐบาล คือ การชนะใจคนชั้นล่าง รากหญ้า ที่ต้องการความเสมอภาคเพื่อให้มาร่วมนิยามประชาธิปไตยได้ด้วย นี่เป็นเรื่องใหญ่
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ติดตามกลุ่มคนเสื้อแดงขณะนี้ยังดูแลกันเองได้ แต่ถ้ารัฐบาลยังคิดสลายอีก วันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงได้ข้ามความตายจากเหตุการณ์ 10 เม.ย. จนไม่กลัวจะเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงกว่านี้หรือไม่ ส่วนการเจรจาหาทางออกคงเป็นเรื่องยาก เพราะลูกบอลไปอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาล หากรัฐบาลอยากจะเจรจาต่อก็ต้องทำให้ฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดงเห็นว่ารัฐบาลเปลี่ยนวิธีคิด แต่ขณะนี้รัฐบาลก็ยังคิดเหมือนเดิมอยู่
สำหรับเหตุการณ์ 10 เม.ย. จะมีสถานะอย่างไรต่อประชาธิปไตยไทยนั้น มันเป็นสถานการณ์ที่บอกให้เรารู้ว่า คนชั้นล่างมีน้ำหนักทางการเมืองแล้ว โดยเข้ามาเพื่อขอนิยามและขอเป็นผู้กำหนดประชาธิปไตย
ความจริงสังคมไทยผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้ง เช่น ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หลัง 14 ตุลา 2516 หรือหลัง 6 ตุลา 2519 หลังพฤษภาทมิฬ 2535 แต่ยอมรับว่า 10 เมษา 2553 ครั้งนี้หนักมาก ไม่น้อยกว่าหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
สำหรับอนาคตของ ปชป. พรรคนี้มีอดีต มีอนาคต ฉะนั้น ปชป. จะคิดทำอะไรก็จะมีความทรงจำหรือมีสำนึกว่า ตัวเองเคยผ่านตรงนั้นตรงนี้อย่างไร นายกฯ ควรจะคิดว่า อยากจะเป็นนายกฯ ที่คล้ายกับใครของ ปชป. จะคล้ายกับ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในช่วงก่อน 6 ตุลา 2519 หรือไม่ หรืออยากจะคล้ายกับ ควง อภัยวงศ์ ตอนที่ถูกทหารเชิญไปเป็นนายกฯ หลังการรัฐประหาร หรือจะเป็นอย่าง ชวน หลีกภัย ที่แก้ปัญหาทางการเมืองด้วยการยุบสภาถึงสองครั้ง ฉะนั้น ปชป. ต้องคิดและต้องปรับตัวให้ได้ เพราะอยู่ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว พรรคจะต้องคิดเรื่องใหญ่ๆ เรื่องหลักๆ
ส่วนพรรคเพื่อไทย ถือว่าจากนี้มีโอกาส ก็ต้องทำให้ดี ต้องคิดถึงชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ เรื่องอื่นๆ ให้ถือว่าเป็นผลพลอยได้ แต่หลักคือ ต้องทำให้สังคมกลับมาปรองดองคืนดีกันอีกครั้ง นี่เป็นภาระของพรรคเพื่อไทยที่ต้องคิดว่าจะเอาชนะใจคนชั้นกลางได้อย่างไร ไม่มีพรรคไหนที่อยู่ได้โดยอาศัยแต่ชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งเท่านั้น
ผู้เขียนอยากให้ข้อคิดว่า วันนี้ประชาชนคนไทยไม่ใช่ประชาชนธรรมดาแล้ว แต่รู้เท่าทัน ตื่นตัว มีความกล้าหาญ เสียสละ ดังนั้นอย่าไปดูถูก ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่เป็นคนชั้นกลางหรือคนชั้นล่างล้วนแล้วแต่สำคัญทั้งนั้น
สิ่งสำคัญ การแก้ปัญหาอย่ามองว่าเป็นเรื่องของคนคนเดียวหรือคนสองคน ถ้ามองแค่นี้ก็จะไม่สามารถแก้สิ่งใหญ่ๆ ได้ แต่ถ้ามองข้ามคน 23 คนนี้ ก็จะสามารถดึงพลังทั้งสังคมมาช่วยแก้วิกฤต ซึ่งจะเป็นทางออกให้กับบ้านเมืองเวลานี้







