
นโยบายเศรษฐกิจไทยภายใต้เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน
ในบทความตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยที่เริ่มมีสัญญาณของผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนจากอัตราการขยายตัวของ GDP ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 ที่แม้ว่าจะขยายตัวได้ 5.3% ต่อปี แต่ถือเป็นการชะลอตัวลง 2.2% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล จนสภาพัฒน์ต้องตัดสินใจปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือ 4.2-5.2% จากเป้าเดิม 4.5-5.5%
ในบทความตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยที่เริ่มมีสัญญาณของผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนจากอัตราการขยายตัวของ GDP ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 ที่แม้ว่าจะขยายตัวได้ 5.3% ต่อปี แต่ถือเป็นการชะลอตัวลง 2.2% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล จนสภาพัฒน์ต้องตัดสินใจปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือ 4.2-5.2% จากเป้าเดิม 4.5-5.5%
นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกไตรมาสแรกปีนี้ของไทยขยายตัวได้เพียง 4.5% ซึ่งทำให้ผมประเมินความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้าน คือ
(1) ความผันผวนอันเกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจในโลก
(2) สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวอย่างล่าช้า
(3) เศรษฐกิจไทยที่จะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ผมเห็นว่าในระยะต่อจากนี้ไป รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป
ประการแรก ผมคิดว่ารัฐบาลควรมีมาตรการเพื่อช่วยภาคธุรกิจให้สามารถลดผลกระทบของค่าเงินบาท โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านการสนับสนุนการทำ Forward รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ในการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
นอกจากนี้ ควรมีการอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถนำรายได้จากต่างประเทศฝากเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราสกุลต่างประเทศ ซึ่งเปิดไว้กับธนาคารพาณิชย์ในประเทศได้เท่ากับรายได้จากต่างประเทศโดยไม่จำกัดระยะเวลา รวมทั้งภาครัฐควรขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ในการลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการฝากถอนบัญชีเงินฝากเงินตราสกุลต่างประเทศเป็นการชั่วคราว
ประการที่สอง รัฐบาลควรใช้กลไกนโยบายการคลัง ในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลเองได้มีการกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลในภาพรวมอยู่แล้วให้ไม่น้อยกว่า 94% ของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2556 (2.4 ล้านล้านบาท) และเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลไม่น้อยกว่า 80% ของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุน
นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งรัดการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้เป็นไปตามแผนงานที่ตั้งไว้ ซึ่งรัฐบาลมีแผนการลงทุนพัฒนาประเทศผ่าน (1) การลงทุนในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท และ (2) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท โดยที่การใช้จ่ายลงทุนดังกล่าวจะเป็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ อันจะเป็นการรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย นอกจากที่จะเป็นการพัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศอีกด้านหนึ่งด้วย รัฐบาลควรเร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ เพื่อลดภาระหนี้ต่างประเทศ และช่วยให้มีเงินทุนไหลออกเพื่อทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีความสมดุลมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ผมคิดว่ารัฐบาลควรปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินการตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศและรายได้ของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป
ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้มีการปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดแล้วจาก 37% เหลือ 35% และปรับเพิ่มขั้นอัตราในการคำนวณเงินได้สุทธิจาก 5 ขั้น เป็น 7 ขั้น โดยผู้มีเงินได้ตั้งแต่ 0-300,000 บาท ซึ่งกำหนดอัตราภาษีไว้ในอัตรา 5% ยังคงกำหนดให้มีการยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกเช่นเดิม เพื่อเป็นการลดภาระภาษีและกระจายความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ และจะจูงใจให้ผู้มีเงินได้ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบให้มากยิ่งขึ้น
รัฐบาลควรดำเนินการสนับสนุนด้านสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะบทบาทของสถาบันการเงินของรัฐควรให้การสนับสนุนสินเชื่อให้แก่ภาคประชาชนและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
นอกจากนี้ สถาบันการเงินของรัฐยังมีบทบาทสำคัญด้านอื่นๆ เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและเอสเอ็มอีในการเพิ่มเครื่องมือในการค้ำประกันการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การให้องค์ความรู้ทางการเงินและเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้นักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ ผ่านมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีลดข้อจำกัดและอุปสรรคทางภาษี อันจะเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจจากการกระจายการลงทุน เพิ่มรายได้ให้กับภาคธุรกิจและประเทศ อีกทั้งยังจะเป็นการช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นด้วย
ส่วนข้อเสนอสุดท้ายเอาไว้มาตามกันในตอนหน้า







