
บอร์ดแข่งขันฯกำหนด90วันลุยสอบชูกำลัง
บอร์ดแข่งขันการค้า ไฟเขียวสอบเครื่องดื่มชูกำลังใช้อำนาจเหนือตลาด กีดกันสินค้าคู่แข่ง ภายใน 90 วันพร้อมเคาะเกณฑ์ควบรวมธุรกิจใหม่ แต่ให้เวลา 90 วัน ศึกษากฎหมายเกี่ยวข้องก่อนประกาศใช้
บอร์ดแข่งขันการค้า ไฟเขียวสอบเครื่องดื่มชูกำลังใช้อำนาจเหนือตลาด กีดกันสินค้าคู่แข่ง ภายใน 90 วันพร้อมเคาะเกณฑ์ควบรวมธุรกิจใหม่ แต่ให้เวลา 90 วัน ศึกษากฎหมายเกี่ยวข้องก่อนประกาศใช้
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีการห้ามขายสินค้าของคู่แข่งในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยมีมติส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนดำเนินการสืบสวนและสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ก่อนเสนอความเห็นให้คณะกรรมการฯ
สำหรับกรณีการจำหน่ายสุราพ่วงเบียร์ ได้ตั้งอนุกรรมการสอบสวนไปแล้ว และอนุกรรมการชุดเดิมหมดวาระเมื่อ 4 ก.พ. จึงแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาใหม่ เพื่อทำงานแทนชุดเดิมที่หมดวาระเมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักเกณฑ์การรวมธุรกิจ ตามที่อนุกรรมการกำหนดเกณฑ์การรวมธุรกิจเสนอ คือ 1.ก่อนหรือหลังรวมธุรกิจมีส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ 30% ขึ้นไป และมียอดขายหรือรายได้ตั้งแต่ 2,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ในสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือบริการใดบริการหนึ่ง
2.การเข้าซื้อหรือได้มาซึ่งหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในคราวเดียวกันหรือหลายคราว กรณีบริษัทมหาชน ตั้งแต่ 25% ขึ้นไป กรณีบริษัทจำกัดตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และรายใดรายหนึ่งหรือทั้งสองรายรวมกัน มีส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ 30% ขึ้นไปและมียอดขาย หรือรายได้ 2,000 ล้านบาทต่อปีในสินค้าและบริการหนึ่ง โดยธุรกิจที่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะถือเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดซึ่งธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวไม่ว่าหลังรวมหรือก่อนรวมธุรกิจ จะถือเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด หากกระทำพฤติกรรมที่เป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ผิดหรือถูกร้องเรียนจะมีความผิดตามพ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า 2542 ทันที
สำหรับเกณฑ์การรวมธุรกิจที่อนุมัตินั้น ได้แก่ 1.ก่อนหรือหลังรวมธุรกิจมีส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ 30% ขึ้นไป และมียอดขายหรือรายได้ในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ในสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือบริการใดบริการหนึ่ง 2. การเข้าซื้อหรือได้มาซึ่งหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในคราวเดียวกันหรือหลายคราว กรณีบริษัทมหาชน ตั้งแต่ 25% ขึ้นไป กรณีบริษัทจำกัดตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และรายใดรายหนึ่งหรือทั้งสองรายรวมกัน มีส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ 30% ขึ้นไปและมียอดขาย หรือรายได้ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ในสินค้าและบริการหนึ่ง โดยธุรกิจที่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะถือเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด
ย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้สั่งให้คณะอนุกรรมการฯไปศึกษาเพิ่มเติม โดยให้ไปดูว่าการออกเกณฑ์ควบรวมกิจการไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะดูแลอย่างไรบ้าง เพื่อออกแนวปฎิบัติการรวมธุรกิจ (ไกด์ไลน์) และแบบคำขออนุญาตรวมธุรกิจ ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และเสนอคณะกรรมการฯพิจารณาต่อไป
สำหรับกรณีการควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัท สยามแม็คโคร กับบริษัท ซีพี ออลล์ ที่ประชุมได้รับทราบการเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดของสองบริษัท โดยวิเคราะห์แล้วพบว่าจะทำให้มีอำนาจต่อรองกับซับพลายเออร์เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้บริโภคจำได้ประโยชน์มากกว่า แต่ก็จะจับตาในประเด็นการมีพฤติกรรมใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม หากมีการกำหนดเงื่อนไขในลักษณะที่เป็นการบังคับทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การเรียกค่าธรรมเนียมอย่างไม่เป็นธรรม
ขณะที่ กรณีบริษัท เอ.พี. ฮอนด้า ที่ประชุมมีมติเห็นแย้งอัยการสูงสุด หลังมีความเห็นไม่ฟ้องบริษัท เอ.พี. ฮอนด้า โดยเพราะคณะกรรมการเห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีพฤติกรรมอันมิใช่การแข่งขันโดยเสรี และมีผลเป็นการทำลาย ขัดขวางการประกอบกธุรกิจของผู้อื่น ตามความผิดม. 51
พร้อมกันนี้ ยังได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนประเด็นอื่นๆ ได้แก่ การขายพ่วงสินค้าเครื่องดื่ม ซึ่งบริษัทจำหน่ายน้ำอัดลมเป็นผู้ถูกร้อง จากการตรวจสอบไม่พบพฤติกรรมบังคับขายพ่วง ที่ประชุมจึงเห็นควรให้ยุติการสอบสวน รวมถึงกรณีการฮั้วราคาค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ลงทุนรายย่อย ร้องเรียนสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ จากการตรวจสอบ พบว่าการที่สมาคมบริษัทหลักทรัพย์แจ้งอัตราแนะนำ ของค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ให้สมาชิกทราบนั้น เป็นเพียงการขอความร่วมมือให้สมาชิกรักษาอัตราค่านายหน้าไม่แข่งขันตัดราคา มิใช่การ่วมกันกำหนดอัตราค่านายหน้าโดยมีเจตนาที่จะทำการผูกขาด ลดหรือจำกัดการแข่งขัน จึงไม่เข้าขายความผิดมาตา 27(1) จึงมีมติให้ยุติเรื่อง
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า กรณีการตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเครื่องดื่มชูกำลัง เป็นประเด็นสืบเนื่องหลังจากมีร้านค้าร้องเรียนผู้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลังเอ็ม 150 ห้ามไม่ให้ร้านค้าขายสินค้าคู่แข่ง เช่น คาราบาวแดง ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจเหนือตลาดกีดกันสินค้าคู่แข่ง n







