posttoday
พิษจำนำข้าวทำกู้เงิน 2 ล้านล้านสะดุด

พิษจำนำข้าวทำกู้เงิน 2 ล้านล้านสะดุด

07 มิถุนายน 2556

แม้รัฐบาลจะเปิดเผยรายละเอียดของโครงการรับจำนำข้าวเป็นส่วนๆ โดยเลือกเปิดเฉพาะข้อมูลพื้นฐาน

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง


แม้รัฐบาลจะเปิดเผยรายละเอียดของโครงการรับจำนำข้าวเป็นส่วนๆ โดยเลือกเปิดเฉพาะข้อมูลพื้นฐาน เช่น มีโรงสีและเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ปริมาณข้าวเปลือกที่รับจำนำข้าวมา แต่ส่วนที่สำคัญคือการระบายข้าวที่รับจำนำออกจากโกดัง ระบายไปเท่าไร ให้ใคร และราคาขายทางกระทรวงพาณิชย์ปิดปากเงียบ ไม่เคยพูดให้ชัดเจนว่ารายละเอียดเป็นเช่นไร

แม้ประชุมสภาผู้แทนราษฎรหลายๆ ครั้ง และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฝ่ายค้านจะเปิดแผลออกมาว่ามีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวอย่างมหาศาล ก็ยังคงมีแต่ความเงียบจากฝ่ายรัฐบาลแบบถามอย่างตอบอย่าง

แม้แต่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตระดับโลกขอข้อมูลทางหน่วยงานรัฐก็ไม่ให้ จนมูดี้ส์ต้องออกมาพูดผ่านรายงานว่าจะลดเครดิตประเทศหากยังทำโครงการรับจำนำข้าวต่อไป เพราะผลขาดทุนของโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณสมดุลของรัฐบาล

เท่านั้นเองก็เกิดความอลหม่านขึ้นในรัฐบาล ทางกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ต่างพากันโยนเผือกร้อนนี้ให้ฝ่ายตรงข้ามรับไป แต่งานนี้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ลอยตัวได้อย่างสบาย เพราะคลังเป็นผู้อนุมัติการใช้เงินผ่านธนาคารในกำกับอย่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่ง ธ.ก.ส. เป็นผู้ลงทะเบียนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

แต่ขั้นตอนอื่นๆ อยู่ในการรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ ที่ดูแลทั้ง โรงสี การเก็บข้าว และการระบายข้าว ซึ่งงานนี้ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ต้องรับผิดชอบเต็มตัว

การที่รัฐบาลจำใจต้องชี้แจงโครงการรับจำนำข้าวทั้งที่หลบเลี่ยงตลอดมา เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลในสายตาต่างชาติ อันดับเครดิตของมูดี้ส์ที่ให้แก่แต่ละประเทศนั้นมีการนำไปอ้างอิง ได้รับการเชื่อถือทั่วโลก

ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่ใช้เงินในช่วง 2 ปี ที่ผ่านกว่า 6 แสนล้านบาท และมีการประเมินกันว่าความเสียหายเฉพาะแค่การรับจำนำปีแรกสูงถึง 2.6 แสนล้านบาท

โครงการรับจำนำข้าวเป็นการใช้เงินกู้จากกระทรวงการคลัง 4.1 แสนล้านบาท และเป็นการใช้เงินจากสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีก 9 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 5 แสนล้านบาท ซึ่งเดิมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ใช้เงินในวงดังกล่าวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ตกหล่ม เพระราคารับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท สูงกว่าราคาตลาดถึง 40% และปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ระบายข้าวไม่ได้ ส่วนที่ระบายได้ก็ขาดทุนจำนวนมาก ทำให้เงินมาหมุนเวียนจำนำข้าวรอบใหม่ไม่พอ ทำให้รัฐบาลต้องเปิดวงเงินโอดีกับ ธ.ก.ส.อีกวงเงินหนึ่งที่เรียกว่าเงินสำรองจ่ายและมีการใช้ไปแล้วถึง 1.1 แสนล้านบาท

ส่งผลให้รัฐบาลใช้เงินในโครงการรับจำนำข้าวถึง 6.1 แสนล้านบาท เป็นเงินกู้จากคลัง 4.1 แสนล้านบาท และเป็นการกู้เงินของ ธ.ก.ส. อีก 2 แสนล้านบาท

และการที่รัฐบาลมีแผนที่จะกู้เงินเพื่อลงทุนพัฒนาประเทศ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะมีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงรวมอยู่ด้วยที่รัฐบาลเสนอสภาออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และขณะนี้อยู่ระหว่างการแปรญัตติของสภา ทำให้รัฐบาลต้องใส่ใจกับคำติติงของมูดี้ส์ ที่ารกู้เงินจากโครงการชนิดมือเติบกลายเป็นจุดอ่อนครั้งใหญ่ เมื่อสถาบันจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส ทำหนังสือจี้ให้รัฐบาลชี้แจงข้อมูลการรับจำนำข้าว เพราะเห็นว่าเป็นความเสี่ยงทางการคลัง จนทำให้มูดี้ส์ปรับลดเครดิตของไทยลดลงจากที่ให้อยู่ที่ Baa1

มูดี้ส์มองว่า ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวจำนวนมากจะต้องตั้งเงินงบประมาณมาชดเชยความเสียหาย ทำให้การทำงบสมดุลไม่เป็นไปตามเป้าหมายในปี 2560 ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลต้องกู้ขาดดุลยาวขึ้น ทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

นอกจากนี้ มูดี้ส์ยังมองว่า รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อ จะนำเงินจากที่ไหนมาใช้ในปีต่อๆ ไป ในเมืองมีขายข้าวทุนจนกินทุนจนหมด ซึ่งมูดี้ส์จับตาว่ารัฐบาลหนีไม่พ้นต้องกู้เพิ่ม แม้แต่ สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ออกมายอมรับว่า หากมีการกู้เพิ่มในโครงการรับจำนำข้าว เชื่อว่าทางมูดี้ส์จะใช้เป็นเหตุผลการปรับลดเครดิตไทยอย่างแน่นอน

การขีดเส้นตายของสถาบันการจัดอันดับ ทำให้การกู้ของไทยติดล็อกเดินหน้าได้ลำบาก

ความกังวลการสร้างหนี้ของรัฐบาลไม่ได้มาจากโครงการรับจำนำข้าวเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากโครงการอื่นของรัฐบาลที่มีการกู้เงิน แต่โครงการที่จะดำเนินการยังเป็นวุ้นเป็นน้ำ ทำให้เป็นภาระประเทศและเสี่ยงว่าสร้างมาใช้ไม่คุ้มค่ากับเงินกู้ที่ต้องจ่ายทั้งต้นและดอกเบี้ย

การกู้เงินจาก พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท มีการกู้ไปแล้ว 34 หมื่นล้านบาท ที่เหลือต้องกู้ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2556 ซึ่งเหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือน แต่ปรากฏว่าโครงการที่จะดำเนินการยังไม่พร้อม ไม่สามารถให้ประมูลได้ ทำให้การกู้เงินเกิดชะงัก กระทรวงการคลังไม่กล้ากู้เงินมากองทิ้งไว้ให้เสียต้นทุนฟรีๆ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังต้องการตีกันไม่ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการตายใจไม่เร่งดำเนินโครงการ คิดว่าจะทำเมื่อไรก็ได้ เพราะกระทรวงการคลังกู้เงินมากองรอไว้ให้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้การกู้เงินจาก พ.ร.ก.ที่เหลืออาจล่ม ถ้าได้หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการไม่สามารถหาผู้ประมูลมาสร้างโครงการก่อนวันที่ 30 มิ.ย.นี้ กระทรวงการคลังก็อาจจะพับโครงการเงินกู้ได้

วงในเศรษฐกิจออกมาระบุว่า กิตติรัตน์ถึงกับถอดใจเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพราะคนกู้เงินไม่มีอำนาจตัดสินในโครงการ ทำให้โครงการไม่เดินหน้า กลายเป็นเป้าให้ฝ่ายค้านและนักวิชาการโจมตีว่ากู้เงินพอกหนี้ประเทศทั้งที่ไม่มีความพร้อมโครงการ

การใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำล่าช้า เป็นเครื่องยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้เงิน ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการฟ้องโครงการไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการ ซึ่งเป็นผลกระทบกับการกู้เงินส่วนอื่นๆ ของรัฐบาลด้วย

ที่เห็นได้ชัดคือ การออก พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนด้านคมนาคมขนส่งภายใน 7 ปี และต้องใช้หนี้ภายใน 50 ปี รวมเป็นภาระหนี้ที่ต้องใช้ทั้งหมด 5 ล้านล้านบาท ซึ่งถูกคัดค้านจากฝ่ายค้านอย่างหนักว่าจะซ้ำรอยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

เพราะจากการประเมินจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า โครงการที่มีความพร้อมดำเนินการมีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น ที่เหลือยังไม่มีความพร้อม ที่สำคัญหลายโครงการยังไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการว่าลงทุนแล้วจะคุ้มค่าแค่ไหน

ซึ่งฝ่ายค้านได้เสนอให้มีการลดวงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เหลือ 2 แสนล้านบาท เท่ากับโครงการที่มีความพร้อมเท่านั้น เพราะหากรัฐบาลกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ไปดำเนินการที่ไม่มีความพร้อม นอกจากจะทำให้หนี้สาธารณะของไทยพุ่งสูงแล้ว ยังทำให้การชำระหนี้ให้หมดภายใน 50 ปี เป็นไปได้ยากตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้

แม้ว่าสุดท้ายรัฐบาลจะใช้เสียงข้างมากผ่านร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แต่ก็ต้องสู้กันถึงชั้นศาลรัฐธรรมนูญว่าการกู้เงินดังกล่าวขัดกฎหมายด้านการเงินอื่นๆ หรือไม่ แม้ว่าเสียงส่วนใหญ่มองว่าศาลจะไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ดังกล่าว เพราะเป็นอำนาจของรัฐบาล แต่หากพลิกล็อกติดหล่มกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะงานเข้าถึงขนาดต้องลาออก เพราะถือว่าเป็นกฎหมายการเงิน

ดังนั้น การเดิมพันการกู้เงินของประเทศถือว่ามีสูง เมื่อดูจากโรดแมปการกู้เงินของรัฐบาล ทั้งจาก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ.กู้เงิน ผสมโรงกับการจำนำข้าวที่บานปลาย ประเมินไม่ได้ว่าจะต้องใช้เงินกู้อีกจำนวนเท่าไร ทำให้เป็นความเสี่ยงกับเครดิตของไทยให้ถูกปรับลง และเมื่อถึงวันนั้นเศรษฐกิจก็สะเทือน ซึ่งนักธุรกิจก็เริ่มออกมากังวลในเรื่องนี้แล้ว

ส่งผลให้การกู้เงินของรัฐบาลต่อจากนี้ไปต้องระมัดระวัง การกู้ส่วนไหนถอยได้ต้องถอย โดยเฉพาะการกู้โครงการรับจำนำข้าวที่เป็นเป้าถูกจับตามอง เพราะหากเดินหน้าลุยกู้ตามแผนเดิม ความเสียงด้านเศรษฐกิจก็มีสูง จะทำให้การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลยากลำบากเพิ่มขึ้น

เพราะลำพังการบริหารเศรษฐกิจภายใต้ความเสี่ยงที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ การส่งออกมีปัญหาจากค่าเงินบาทแข็ง และการเพิ่มขึ้นของค่าแรง 300 บาทต่อวัน การบริโภคที่เริ่มแผ่วลง เศรษฐกิจไทยก็อ่อนแรง ขยายตัวได้น้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้แล้ว

การที่รัฐบาลสร้างความเสี่ยงใหม่ๆ โดยเฉพาะการสร้างหนี้เพราะใช้เงินอย่างไร้ประสิทธิภาพนั้น คงไม่สามารถจะทำได้ง่ายเหมือนโครงการจำนำข้าวอีกต่อไป เพราะจะถูกจับตามองจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากนานาชาติปราศจากความน่าเชื่อถือ เท่ากับรัฐบาลล้มละลายทางเครดิต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท