posttoday
ทัพธุรกิจมะกันแห่กลับบ้านหนีต้นทุนเอเชียพุ่ง

ทัพธุรกิจมะกันแห่กลับบ้านหนีต้นทุนเอเชียพุ่ง

06 มิถุนายน 2556

หนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมทั้งรายใหญ่และเล็กที่เป็นที่รู้จักกันดีในสหรัฐมาหลายสิบปีก็คือ “เอาต์ซอร์ส”

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมทั้งรายใหญ่และเล็กที่เป็นที่รู้จักกันดีในสหรัฐมาหลายสิบปีก็คือ “เอาต์ซอร์ส” รวมไปถึงการย้ายฐานการผลิตขนาดใหญ่ออกไปผลิตยังต่างประเทศ เฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านค่าแรงที่ถูกกว่าและต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำและมีอยู่อย่างมากมายมหาศาล รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ที่มีหละหลวมกว่า ได้ทำให้หลายบริษัทยักษ์ใหญ่สามารถกอบโกยส่วนต่างกำไรที่เพิ่มขึ้นมาได้ไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มความนิยมเอาต์ซอร์สและการย้ายฐานการผลิตไปต่างแดนดังกล่าว ซึ่งเพิ่มขึ้นย่างรวดเร็วในช่วงต้นทศวรรษ 1990 นั้น ดูเหมือนว่าจะหมดเสน่ห์และมนต์ขลังลงไปแล้ว เนื่องจากขณะนี้หลายบริษัทไม่ว่าจะเป็น แอปเปิล อิงค์ ฮิวเลตต์แพคการ์ด (เอชพี) แคทเตอร์พิลลาร์ เจเนอรัล อีเลคทริค (จีอี) ฟอร์ด ไปจนถึงบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) หลายรายได้เริ่มหันมาสนใจแนวทางการย้ายฐานการผลิตบางส่วนกลับมายังดินแดนบ้านเกิดอีกครั้ง ซึ่งสำนักข่าวบีบีซีถึงกับขนานนามแนวโน้มใหม่นี้ว่า “อินซอร์ส”

ทั้งนี้ ผลสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาบอสตันกรุ๊ป (บีซีจี) ในเดือน ก.พ. 2012 ผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่มียอดขายสูงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในแผ่นดินเมืองลุงแซมกว่า 37% ระบุว่ามีแผนที่จะย้ายฐานการผลิตจากจีนกลับมาอยู่ในสหรัฐ

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าต้นทุนค่าแรงเอเชียในหลายประเทศได้กระโดดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยขึ้นปีละเกือบ 50% ขณะที่สหรัฐและกลุ่มประเทศพัฒนาอื่นๆ เพิ่มขึ้นเพียง 3% และ 5% ต่อปี ตามลำดับ เนื่องจากการที่ชาวเอเชียมีรายได้มากขึ้น และต้องการค่าตอบแทนที่สูงขึ้น บวกกับการที่หลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียได้หันมาออกกฎหมายและมาตรการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและสวัสดิการมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในกฎระเบียบและมาตรฐานต่างๆ มากขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า ในปี 2012 ค่าแรงเฉลี่ยของคนงานในบริษัทเอกชนได้พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 28,752 หยวน (ราว 1.43 แสนบาท) ต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 17.1% จากปี 2011 ขณะที่ค่าแรงเฉลี่ยของคนงานที่ไม่ได้ทำงานในภาคเอกชนอยู่ที่ 46,769 หยวน (ราว 2.33 แสนบาท)

ขณะที่ผลการศึกษาของ เดน นอร์ท นักเศรษฐศาสตร์จากยูเลอร์เฮอเมส บริษัทประกันให้หลักสินเชื่อที่เคยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมหลายแห่งในสหรัฐ ระบุว่า ช่องว่างค่าแรงระหว่างจีนกับสหรัฐที่เคยอยู่ที่ 17 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง ในปี 2006 จะหดลงมาเหลือแค่ 7 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง ในปี 2015

สอดคล้องกับรายงานการศึกษาของอาลิก พาร์ทเนอร์ บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังในสหรัฐ ที่ได้ออกมาเผยว่า ภายในปี 2015 ต้นทุนการเอาต์ซอร์สงานออกไปผลิตในแดนมังกรจะขึ้นมาเทียบเท่ากับการผลิตในสหรัฐ โดยเห็นได้จากต้นทุนการผลิตในจีนเมื่อปี 2005 นั้นต่ำกว่าสหรัฐมากถึง 2530% แต่ปัจจุบันช่องว่าง 2 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าวได้ขยับลงมาใกล้กันแล้ว หรือที่ประมาณ 10%

ดังนั้น เหล่าผู้ประกอบการจากแดนพญาอินทรีสหรัฐทั้งรายใหญ่และรายเล็กจึงเลือกที่จะหันมาผลิตในสหรัฐแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหันมาตระหนักแล้วว่านอกจากต้นทุนค่าแรงจะไม่แตกต่างกันมากแล้ว การผลิตในสหรัฐก็ยังสามารถแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เช่น หุ่นยนต์ ที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามาผลิตในจีนและเอเชียแทนได้ อีกทั้งการขนส่งสินค้าก็ทำได้รวดเร็วกว่าด้วย

นอกเหนือจากปัจจัยด้านต้นทุนค่าแรงแล้ว ต้นทุนด้านค่าขนส่งสินค้าก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นกันที่บีบคั้นให้ภาคธุรกิจสหรัฐหลายรายหันกลับมาใช้ฐานการผลิตในบ้านแทน เพราะผลจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าจากเอเชียและที่อื่นๆ ไปยังสหรัฐพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะค่าน้ำมันที่พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 93.81 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่เมื่อ 20 ปีก่อนอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

“ค่าขนส่งสินค้าทางเรือเพิ่มสูงขึ้นถึง 20% ของต้นทุนราคาเตียงที่ผลิตในเอเชีย ขณะที่ในปี 2004 อยู่ที่ 10% เท่านั้น” มาร์ติน รอว์ส เจ้าของบริษัท เรอเวอร์รี ผู้ผลิตเตียงในสหรัฐ และเป็นหนึ่งในธุรกิจรายย่อยที่ตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจากไต้หวันกลับมายังดินแดนบ้านเกิด กล่าว

อีกทั้งจากการที่สหรัฐสามารถพึ่งพาแหล่งพลังงานจากแหล่งหินน้ำมัน (เชลล์ออยล์) ที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลในประเทศ และลดการนำเข้าจากต่างประเทศลงนั้น ก็ทำให้ต้นทุนการเข้าถึงพลังงานในหมู่ผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศถูกลงอย่างมาก ซึ่งองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) คาดการณ์ว่าในปี 2020 สหรัฐจะแซงหน้าซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันได้มากที่สุดในโลก ด้วยกำลังการผลิตที่ 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ปีที่แล้วอยู่ที่ 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ในขณะเดียวกัน จากปัจจัยทางการเมืองและความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียที่ร้อนแรงขึ้น ทั้งเรื่องการอ้างสิทธิในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ หมู่เกาะเซนกากุ หรือเตียวหยู ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ ก็ได้ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าประกันภัยที่จะพุ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวหากเกิดภาวะสงครามหรือการปะทะขึ้นมาจริง

ถึงแม้ว่าภาวะดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ไม่มีฝ่ายไหนอยากให้เกิดขึ้น แต่นั่นก็เลี่ยงไม่พ้นกับข้อสงสัยที่น่าฉุกคิดว่า สุดท้ายแล้วหากเกิดความขัดแย้งและนำไปสู่การปะทะกันจริงๆ ใครจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด “หากไม่ใช่สหรัฐ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสหรัฐกำลังแสดงท่าทีว่าจะโยกย้ายกำลังพลมาสู่เอเชียมากขึ้น และก็ออกมาแสดงท่าทีปั่นป่วนพญามังกรจีนอยู่เป็นระยะๆ ผ่านทางการออกแถลงการณ์ และการเข้าไปตั้งฐานทัพความร่วมมือทางการทหารกับประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย

สาเหตุที่ทำให้สหรัฐต้องทำเช่นนั้น ก็เพราะว่าพญาอินทรีมีผลประโยชน์อยู่ เนื่องจากเมื่อใดที่ต้นทุนการผลิตและการเอาต์ซอร์สมายังเอเชียสูงขึ้น ก็จะบีบคั้นทางอ้อมให้บริษัทสหรัฐต้อง กลับตั้งฐานการผลิตในบ้าน ซึ่งในขณะเดียวกันก็จะเป็นการตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของรัฐบาลสหรัฐในขณะนี้พอดี ที่กำลังต้องการดึงให้บริษัทยักษ์ใหญ่กลับบ้าน เพื่อสร้างการจ้างงานและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแออยู่ในขณะนี้

จากการประเมินเบื้องต้นของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ คาดการณ์ว่า การหวนกลับมาสู่ดินแดนสหรัฐของอุตสาหกรรมที่ย้ายไปตั้งฐานการผลิตในต่างแดน จะช่วยสร้างการจ้างงานในอนาคตได้สูงถึง 19 ล้านตำแหน่ง จากที่หายไปในระหว่างปี 2000-2009 ถึง 6 ล้านตำแหน่ง

ปัจจัยสุดท้ายที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย และเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่เร่งให้ภาคธุรกิจสหรัฐต้องหันมาโยกย้ายฐานการผลิตที่บ้านแทนก็คือ ผลจากการที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีการออกมาตรการกระตุ้นครั้งใหญ่ในปี 2008 ขณะที่เงินหยวนของจีน รวมไปถึงค่าเงินในหลายประเทศเอเชียกลับแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงส่งผลทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากต่างชาติแพงขึ้นอย่างมาก

สาเหตุที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้น ก็เพราะทางการจีนได้เริ่มหันมาผ่อนคลายการควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยนเงินสกุลหยวนลง เนื่องจากรัฐบาลจีนเริ่มตระหนักและมองเห็นความสำคัญแล้ว ว่าจะต้องหันมาปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และแนวทางในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศใหม่ที่ยั่งยืนกว่า จากการมุ่งพึ่งพาการส่งออกไปสู่ “การบริโภคจากตลาดภายใน” ดังนั้นการที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นก็จะทำให้อำนาจในการบริโภคและการซื้อของชาวจีนเยอะขึ้นตามไปด้วย

ด้วยเหตุผลทั้ง 3 ประการที่ยกมานี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ผลักดันธุรกิจภาคอุตสาหกรรมของเมืองลุงแซมหันกลับมาลงทุนตั้งฐานการผลิตในบ้านอีกครั้ง เพราะตระหนักถึงการมีศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจและอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น ซึ่งไม่เพียงเฉพาะจะแข่งกับญี่ปุ่นและยุโรปได้เท่านั้น แต่ในวันนี้ยังสามารถก้าวเข้ามากับจีนได้แล้วด้วยซ้ำ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท