
ร่วมกันแก้โกง จรรโลงคุณธรรม
คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่วินิจฉัยว่าคำสั่งนายกรัฐมนตรีและมติ ครม.ในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ให้ ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วแต่งตั้งให้ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายและสั่งให้ดำเนินการเพื่อให้ ถวิล กลับไปปฏิบัติหน้าที่เดิมโดยเร็วนั้น นับเป็นเรื่องที่ให้ความหวังและกำลังใจอย่างยิ่งสำหรับข้าราชการผู้รักความยุติธรรมและยึดมั่นในหลักคุณธรรมความซื่อตรง
คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่วินิจฉัยว่าคำสั่งนายกรัฐมนตรีและมติ ครม.ในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ให้ ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วแต่งตั้งให้ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายและสั่งให้ดำเนินการเพื่อให้ ถวิล กลับไปปฏิบัติหน้าที่เดิมโดยเร็วนั้น นับเป็นเรื่องที่ให้ความหวังและกำลังใจอย่างยิ่งสำหรับข้าราชการผู้รักความยุติธรรมและยึดมั่นในหลักคุณธรรมความซื่อตรง
ก่อนหน้านี้ก็เคยมีกรณีของ จาดุร อภิชาตบุตร ที่ถูกรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ย้ายจากตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และมีกรณีของ พีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
น่าสังเกตว่าทั้งสามกรณีนี้ กลไกคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นมาในสมัยรัฐบาล คมช.ไม่ได้ช่วยอะไรกับข้าราชการที่ถูกกระทำเหล่านี้เลย ในขณะที่ศาลปกครองกลับเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดในทำนองเดียวกันว่านักการเมืองได้ใช้อำนาจโดยมิชอบ
ทำให้เห็นว่า แม้บ้านเมืองจะมีความดำมืดและเต็มไปด้วยกระแสความขัดแย้งทางสังคมนานัปการ ก็ยังมีสถาบันตุลาการที่ยังคงแสงสว่างไว้ให้สุจริตชนพอได้อาศัยไขว่คว้า
ในเวทีสมัชชาปฏิรูประดับชาติที่เพิ่งผ่านไป ในประเด็นการปฏิรูประบบป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็มีการพูดถึงเรื่องหลักคุณธรรมความสามารถในการบริหารราชการเอาไว้ด้วย ในฐานะที่เป็นเครื่องมือป้องกันการทุจริตตั้งแต่ระดับต้นน้ำ
กล่าวคือ ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในปัจจุบันได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมืองเกือบหมดสิ้น ไม่ได้ใช้หลักการคุณธรรมความสามารถเหมือนแต่ก่อน หากใช้ข้ออ้างความเหมาะสมเพื่อแต่งตั้งคนรับใช้ใกล้ชิดไปวางตามจุดยุทธศาสตร์ทางธุรกิจการเมืองหรืออุตสาหกรรมโกงบ้านกินเมืองของพรรคพวกฝ่ายตน
กลไกคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน คณะกรรมการตำรวจ สภากลาโหม และอื่นๆ ที่หวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ เอาเข้าจริงก็หมดสภาพอย่างที่เห็นเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เสมอมา สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงได้ตั้ง ก.พ.ค.ขึ้นมา แต่ในที่สุดก็เป็นอย่างที่เห็น
สมัชชาปฏิรูปจึงมีมติขอให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และสภากลาโหม ทำการศึกษาวิจัยและประเมินผลการใช้หลักคุณธรรมความสามารถและจริยธรรมในการคัดสรร แต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมา เพื่อนำผลการศึกษาไปทบทวนทิศทางนโยบาย มาตรการ และกลไกในการคัดสรร แต่งตั้งและโยกย้ายบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง อันได้แก่ ตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดีและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าอธิบดีทุกตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ อัยการ ครู และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งเปิดเผยรายงานการศึกษาให้กับสาธารณะได้รับรู้
การป้องกันการทุจริตในวงราชการในระดับต้นน้ำอีกส่วนหนึ่งคือ การคัดสรรกลั่นกรองคนที่ไม่สุจริตไม่ให้เข้าสู่อำนาจรัฐโดยฟอกตัวผ่านกระบวนการเลือกตั้งได้อย่างง่ายๆ ซึ่งอันนี้เป็นบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.)
ที่ประชุมมติว่า ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงาน ก.ก.ต.ควบคุม กำกับ ดูแล กระบวนการสรรหาคณะกรรมการ ก.ก.ต.จังหวัด ซึ่งเป็นกลไกปฏิบัติงานที่สำคัญในภาคสนาม ให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม มีความเป็นอิสระและปลอดจากอิทธิพลการเมืองครอบงำ รวมถึงทบทวนกระบวนการทำงานของ ก.ก.ต.จังหวัดในการจัดการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันการทุจริตและเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานทุกระดับด้วย
นอกจากนั้น ที่ประชุมสมัชชายังเพ่งเล็งไปที่ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในกลุ่มข้าราชการระดับสูงที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจและบริษัทมหาชนที่กระทรวงการคลังถือหุ้น ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มคนเหล่านี้มักไปรักษาผลประโยชน์ของธุรกิจมากกว่าผลประโยชน์ประชาชน ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเขาเป็นข้าราชการที่มีเงินเดือนกินอย่างสมฐานะตำแหน่งในทางราชการอยู่แล้ว
จึงมีมติ ขอให้กระทรวงการคลังออกระเบียบว่าด้วยข้าราชการประจำที่ไปเป็นกรรมการนโยบายและกรรมการบริหารองค์กรรัฐวิสาหกิจ บริษัทมหาชนโดยตำแหน่ง ต้องไม่รับค่าตอบแทนและโบนัสใดๆ
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสมัชชาไม่ได้รอคอยหรือฝากความหวังไว้กับการเปลี่ยนแปลงทางกลไกรัฐเท่านั้น กลับไปเน้นบทบาทของพลังพลเมืองว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนได้
จึงมติว่า ให้ใช้พลังทางสังคมเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยขอให้ ป.ป.ช.จัดตั้งกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคมและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่สนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยใช้พลังทางสังคม และสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติฯ ตามแผนงานรวมพลังแผ่นดินป้องกันและปราบปรามการทุจริตของ ป.ป.ช.ในทุกประเภทและทุกระดับ
ขอให้รัฐบาลร่วมกับ ป.ป.ช. ตลอดจนภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันผลักดันให้การเพิ่มพลังพลเมืองเพื่อแก้ปัญหาการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มียุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณสนับสนุนอย่างชัดเจน
ขอให้สถาบันพระปกเกล้า สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน ศูนย์คุณธรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ให้การสนับสนุนทั้งในเชิงนโยบาย วิชาการ และงบประมาณแก่เครือข่ายภาคประชาชนและองค์กรภาคี ให้มีความเข้มแข็ง โดยสำนักนายกรัฐมนตรี สนับสนุนการออกกฎหมายจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี
ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นกลไกสนับสนุนภาคประชาชน สื่อมวลชน และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งในอย่างหลังนี้ ช่วงการประชุมสมัชชา 3 วัน มีการตั้งโต๊ะเชิญชวนร่วมลงชื่อเสนอ (ร่าง) พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ... กันด้วย ปรากฏว่ามีผู้ร่วมลงชื่อเป็นประเดิมแล้วราว 700 คน จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 2,100 คน ครับ







