
น่ากลัว
เมื่อวานนี้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับขึ้นไป 138 จุด คิดเป็นเกือบ 0.92% ไปปิดที่ 15,254.03 จุด มองเผินๆ อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาปกติที่ดัชนีหุ้นในสหรัฐระยะนี้เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงเป็นประจำอยู่แล้ว
เมื่อวานนี้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับขึ้นไป 138 จุด คิดเป็นเกือบ 0.92% ไปปิดที่ 15,254.03 จุด มองเผินๆ อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาปกติที่ดัชนีหุ้นในสหรัฐระยะนี้เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงเป็นประจำอยู่แล้ว
แต่ที่กำลังไม่ปกติ เพราะว่าการปรับขึ้นของหุ้นทั่วโลกในระยะนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่แทบจะไม่อยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง อย่างเมื่อวานนี้มีการเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตในสหรัฐตกลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน และอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 จุดอีกด้วย โดยภาคการผลิตประจำเดือน พ.ค. อยู่ที่ 49 จุด
เศรษฐกิจบ่งบอกว่าไม่ดี แต่หุ้นกลับขึ้นครับ นี่แหละเรื่องที่น่ากลัวของเศรษฐกิจโลกในวันนี้
และที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่กำลังมีอิทธิพลต่อตลาดทุนโลกคือนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลาง และรัฐบาลทั่วโลกมากกว่า
เมื่อราวสัปดาห์ก่อน ข่าวคราวว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจจะชะลอและลดปริมาณคิวอี คือลดวงเงินที่จะเข้าไปซื้อคืนพันธบัตร ทำให้หุ้นสหรัฐร่วงกันระนาว
หมายความว่าในทุกวันนี้ปัจจัยที่กำหนดทิศทางของตลาดทุนว่าจะไปในทิศทางไหนก็คือ ปริมาณเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดจากการเทเงินลงไปของภาครัฐ มากกว่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
และนี่คือคำตอบที่ชัดเจนมากที่สุดว่า เพราะเหตุใดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐเมื่อปี 2008 ที่ผ่านมานั้นตลาดทุน ตลาดหุ้นในสหรัฐฟื้นแล้ว แต่เศรษฐกิจสหรัฐกลับฟื้นช้ามาก เพราะเงินจากภาครัฐปล่อยไปกระตุ้นเท่าไหร่ก็ไหลเข้าสู่ตลาดลงทุนลงในตลาดหุ้นกันหมดครับ
เรียกว่านับตั้งแต่ยุคหลังวิกฤตปี 2008 เป็นต้นมา สภาพของเศรษฐกิจโลกแทบจะในทุกภูมิภาคนั้น การลงทุนลงในตลาดหุ้นมีบทบาทนำการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงเสียอย่างนั้น
ภาวะเช่นนี้ถือว่าน่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะภาคเศรษฐกิจจริงจะกลายเป็นอัมพาต ปริมาณคนตกงานจะเพิ่มมากขึ้น ให้ดูตัวอย่างในสหรัฐ ทุ่มเงินไปเท่าไหร่ ปัญหาคนว่างงานก็ยังแก้ไม่หาย
สุดท้ายแล้วปัญหานี้จะนำไปสู่ความปั่นป่วนในสังคมเมื่อคนกลุ่มหนึ่งร่ำรวยจากการลงทุนลวงจากเม็ดเงินที่โปรยลงมาจากภาครัฐ แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับตกงานไม่มีงานทำครับ
สภาพเช่นนี้เห็นแล้วต้องบอกว่าทำให้ย้อนนึกถึงสภาพเศรษฐกิจเมืองไทยในช่วงยุคฟองสบู่ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ตลาดหลักทรัพย์ไทยเฟื่องฟูมากๆ มีคนกลุ่มเดียวที่ร่ำรวยจากการลงทุนลวง
แต่เมื่อตลาดล้ม ก็พานดึงเอาเศรษฐกิจทั้งระบบล้มไปด้วย







