
ผู้ส่งออกเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านจากเงินบาทแข็งมากน้อยแค่ไหน
ช่วงนี้ประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจคงหนีไม่พ้นเรื่องบาทแข็งที่เป็นประเด็นในหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน
ช่วงนี้ประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจคงหนีไม่พ้นเรื่องบาทแข็งที่เป็นประเด็นในหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน
หลายฝ่ายกังวลว่าบาทแข็งจะทำให้ไทยแข่งกับประเทศอื่นไม่ได้ เพราะคิดกันง่ายๆ ว่า บาทแข็งก็คือ เงินบาทมีราคาแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ ทำให้สินค้าส่งออกของไทยแพงขึ้นไปด้วย เมื่อของแพงก็จะทำให้ขายสู้คู่แข่งจากประเทศอื่นไม่ได้ ส่งออกก็จะตกฮวบลงทันที ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ด้วยเหตุผล 3 ประการด้วยกัน
ประการแรก ในความเป็นจริงบาทแข็งไม่ได้ทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นในสายตาของต่างชาติเสมอไป เพราะด้วยความที่ไทยเรายังเป็นเพียงประเทศเล็กๆ ผู้ส่งออกไม่มีอำนาจต่อรองหรือกำหนดราคากับคู่ค้าต่างประเทศมากนัก ส่วนใหญ่ราคาที่ตกลงซื้อขายกันกับต่างประเทศจึงเป็นสกุลเหรียญสหรัฐ หรือสกุลเงินหลักอื่นๆ เกือบทั้งนั้น ไม่ใช่ราคาในรูปเงินบาท และราคาสินค้าก็มักขึ้นอยู่กับราคาตลาด
ฉะนั้น ถึงบาทจะแข็งขึ้น ราคาสินค้าที่เราขายต่างชาติในรูปเหรียญสหรัฐ จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ไม่ได้แพงขึ้นตามจนทำให้คนอื่นเลิกซื้อของเราอย่างที่หลายคนเข้าใจ
แต่ส่วนที่กระทบผู้ส่งออกตรงๆ คือการที่บาทแข็งจะทำให้รายได้หรือกำไรที่ได้รับเป็นเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อแลกกลับเป็นเงินบาทจะมีมูลค่าลดลงในทันที ซึ่งถ้าบาทแข็งขึ้นมากและไม่สามารถขอปรับราคาหรือลดต้นทุนได้ ก็อาจทำให้ขาดทุนได้เช่นกัน
ประการที่สอง เมื่อพูดถึงบาทแข็ง คนทั่วไปจะนึกถึงตัวเลขบาทเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ อย่างช่วงนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 29.7 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งแข็งค่าขึ้นประมาณ 3% จากต้นปี แต่ถ้าเราจะวัดความสามารถในการแข่งขันกับคู่ค้าคู่แข่งจริงๆ แล้ว จะดูแค่บาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐเพียงสกุลเดียวคงไม่พอ
เพราะเราไม่ได้ค้าขายกับสหรัฐเพียงประเทศเดียว เราควรจะเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับค่าเงินหลายๆ สกุลของประเทศที่เราค้าขายด้วย
การเปรียบเทียบเช่นนี้มีวิธีวัดที่เรียกว่า “ดัชนีค่าเงิน (Nominal Effective Exchange Rate NEER)” โดยคำนวณจากการเอาค่าเงินของประเทศเราเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งของเรา และนำมาเฉลี่ยโดยถ่วงน้ำหนักด้วยสัดส่วนการค้าระหว่างกัน ประเทศที่เราค้าขายหรือแข่งขันด้วยมากๆ ก็จะได้น้ำหนักมาก และลดหลั่นกันไปตามความสำคัญของประเทศนั้นๆ ในฐานะคู่ค้าคู่แข่ง
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์เป็นคู่ค้าที่สำคัญของมาเลเซีย แต่ไม่ได้สำคัญมากนักสำหรับไทย น้ำหนักของสิงคโปร์ดอลลาร์ในการคำนวณดัชนีค่าเงินของริงกิตมาเลเซีย จึงมากกว่าน้ำหนักของสิงคโปร์ดอลลาร์ในดัชนีค่าเงินของบาทไทยถึง 2 เท่า
การคำนวณดัชนีค่าเงินค่อนข้างซับซ้อน และแต่ละประเทศก็อาจจะมีวิธีการคำนวณดัชนีนี้แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม
แต่หากต้องการจะเปรียบเทียบดัชนีนี้กับประเทศอื่นๆ ก็สามารถอ้างอิงได้จากข้อมูลของ Bank for International Settlements (BIS) ซึ่งเป็นธนาคารของธนาคารกลางทั่วโลก และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
BIS ได้สร้างและเผยแพร่ดัชนีค่าเงินสำหรับประเทศต่างๆ รวม 61 ประเทศ จากข้อมูลพบว่าประเทศในเอเชียส่วนใหญ่มีกลุ่มประเทศคู่ค้าหลักเหมือนๆ กัน นั่นก็คือ สหรัฐ กลุ่มประเทศยูโร ญี่ปุ่น และจีน แต่สัดส่วนการให้น้ำหนักจะแตกต่างกันไป เมื่อเงินสกุลของประเทศหลักเหล่านี้อ่อนค่าลงมากจากผลพวงของวิกฤต และความพยายามอัดฉีดเงินเพื่อแก้ไขปัญหา ก็แน่นอนว่าจะทำให้ดัชนีค่าเงินของประเทศในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นเหมือนกันหมด แต่จะแข็งขึ้นเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับว่าค่าเงินของประเทศนั้นแข็งขึ้นมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค และความแตกต่างของการให้น้ำหนักการค้ากับสกุลเงินหลักแต่ละสกุลตามความสำคัญต่อการส่งออกและนำเข้าของแต่ละประเทศ
จากข้อมูลในตาราง จะเห็นว่าหากเทียบจากสิ้นปี 2554 ดัชนีค่าเงินของเงินบาทแข็งค่า 4% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 4.5% และแข็งค่าน้อยกว่าดัชนีค่าเงินของอีกหลายสกุลเงินอื่นด้วยซ้ำ
สะท้อนว่าไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ผู้ส่งออกต้องประสบภาวะการแข็งขึ้นของค่าเงิน ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ต่างก็เผชิญปัญหาเดียวกันทั้งนั้น มากน้อยต่างกันไป และอันที่จริงผู้ส่งออกของหลายๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ประสบปัญหาค่าเงินของตัวแข็งค่ามากกว่าที่ผู้ส่งออกไทยประสบเสียอีก (หากเทียบการส่งออกของไทยตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันขยายตัวที่ 5.1% ซึ่งเติบโตได้ดีกว่าประเทศในภูมิภาคโดยเฉลี่ยที่ 1.6%)
ถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักการแล้ว การวัดความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของประเทศต่างๆ ต้องเอาความแตกต่างของอัตราเงินเฟ้อในประเทศเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งมาพิจารณาด้วย
นั่นก็คือ “ดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (Real Effective Exchange Rate REER)” เพราะถ้าอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศสูงกว่าต่างประเทศ ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ก็หมายความว่าค่าเงินที่แท้จริงของประเทศที่เงินเฟ้อสูงกว่านั้นแข็งค่าขึ้น ซึ่งถ้าใช้ดัชนีค่าเงินที่แท้จริงในการเปรียบเทียบ ภาพข้างต้นก็จะไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่จะมีบางสกุลเงิน เช่น ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย ที่แม้ว่าดัชนีค่าเงินจะอ่อนค่าลงค่อนข้างมาก แต่ถ้าเอาระดับเงินเฟ้อมาคิดรวมในรูปดัชนีค่าเงินที่แท้จริงแล้ว ก็จะพบว่าอินโดนีเซียไม่ได้ได้เปรียบในการแข่งขันเทียบกับประเทศอื่น
ประการสุดท้าย ปัจจัยด้านค่าเงินเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในระยะสั้น เพราะอาจจะกระทบรายได้ของผู้ส่งออกในทันที ก่อนที่ผู้ส่งออกจะสามารถต่อรองขอปรับราคาหรือปรับกลยุทธ์ในด้านอื่นๆ ได้ แต่ยังมีปัจจัยอีกหลายด้านที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันมากกว่าค่าเงิน
ที่สำคัญก็คือ คุณภาพและการสร้างความแตกต่างของสินค้า เพราะจะทำให้ราคาหรือค่าเงินไม่มีผลมากนักต่อการตัดสินใจซื้อ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าแล้ว ยังเพิ่มอำนาจในการต่อรองราคากับลูกค้าที่ติดใจในสินค้าเราอีกด้วย
หากพวกเราทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมแรงร่วมใจกันส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพของสินค้าไทยอย่างที่ได้ทำมาตลอดนั้น ก็จะช่วยลดการพึ่งพิงการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออกลงไปเรื่อยๆ และสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคการส่งออกไทยสามารถเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว n
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย







