
ตลาดทุนโลกอันตรายเสพติดคิวอี เมินกระตุ้นเศรษฐกิจจริง
ดูเหมือนว่าสถานการณ์การซื้อขายภายในตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลกจะไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนจากปัจจัยลบของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ดูเหมือนว่าสถานการณ์การซื้อขายภายในตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลกจะไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนจากปัจจัยลบของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด โดยเพียงไม่กี่วันหลังจากเริ่มต้นสัปดาห์ ตลาดหุ้นหลักๆ ก็ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบเดือน
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นทั่วโลกเมื่อวันอังคารที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ค่อนข้างจะสดใสเกินความคาดหมายของบรรดานักวิเคราะห์หลายสำนัก โดยตลาดหุ้นยุโรปได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% ตามรอยตลาดหุ้นของสหรัฐที่พลิกฟื้นขึ้นมา รวมถึงตลาดหุ้นเอเชียที่กระเด้งขึ้นมาอีกเล็กน้อย ยืนยันได้จากดัชนีเอ็มเอสซีไอของตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่นที่เพิ่ม 0.1% หลังจากที่ปรับลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 6 เดือนเมื่อช่วง 2-3 วันก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการซื้อขายข้างต้นกลับสวนทางกับรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวล่าสุดที่บ่งชี้ชัดเจนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ได้สดใสสวยงามสอดคล้องกับตลาดหุ้นสักเท่าไรนัก
เริ่มต้นด้วยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนให้เห็นถึงปริมาณสินค้าในภาคการผลิตของแต่ละประเทศ และถือเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต โดยรายงานดัชนีพีเอ็มไอของธนาคารเอชเอสบีซี ประจำเดือน พ.ค. ระบุว่า ดัชนีพีเอ็มไอของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่างจีนร่วงลงเหลือ 49.2 จุด ซึ่งอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2555 และลดลงจากเดือน เม.ย.ก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 50.4 จุด
ด้านดัชนีพีเอ็มไอไต้หวันลดลงเหลือ 47.1 จุด จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 50.7 จุด นับเป็นการปรับลดครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ส่วนดัชนีพีเอ็มไอของเกาหลีใต้เดือน พ.ค. ลดลงเช่นกัน เหลือ 51.1 จุด จาก 52.6 จุด ในเดือนก่อนหน้า โดยตามหลักการแล้วดัชนีพีเอ็มไอที่มีค่าต่ำกว่า 50 จุด จะสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ กำลังส่งสัญญาณหดตัว
ขณะที่ดัชนีพีเอ็มไอในกลุ่มประเทศผู้ใช้สกุลเงินยูโร (ยูโรโซน) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือน พ.ค. ที่ 48.3 จุด ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ แต่ก็ยังไม่เกินระดับ 50 จุด ที่พอจะทำให้เบาใจได้ว่าเศรษฐกิจมีสัญญาณการขยายตัวแต่อย่างใด
สำหรับในส่วนของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของโลกเช่นสหรัฐ ข้อมูลภาคอุตสาหกรรมการผลิตเมื่อเดือน พ.ค. โดยสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ไอเอสเอ็ม) แสดงให้เห็นว่ามีการหดตัวลงครั้งแรกในรอบ 6 เดือน แตะระดับ 49 จุด จาก 50.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์หลายสำนัก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่นานสหรัฐเพิ่งมีสัญญาณบวกอย่างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในรอบ 5 ปี
บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างแสดงความเห็นตรงกันว่า ความเคลื่อนไหวที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างเศรษฐกิจจริงกับตลาดหุ้นข้างต้น เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่หวังว่าข่าวร้ายดังกล่าวจะทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งรวมถึงการใช้นโยบายกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำและทุ่มเงินมหาศาลซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล
กระทั่งอาจเรียกได้ว่า ข่าวร้ายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้กลายเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนไปเรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นข้างต้นได้กลายเป็นความหวาดวิตกของเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ จนเริ่มมีการออกมาเตือนแล้วว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในอันตรายแสนสาหัส เนื่องจากนักลงทุนเสพติดมาตรการคิวอี ทำให้ส่วนใหญ่เคยชินและหวังเพียงแต่จะรอรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันท่าเดียว โดยเพิกเฉยไม่สนใจตัวเลขเศรษฐกิจจริงที่ออกมาย่ำแย่แต่อย่างใด
เห็นได้จากล่าสุดที่ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (บีไอเอส) หน่วยงานซึ่งมีผู้แทนจากธนาคารกลางทั่วโลก ได้ส่งเสียงเตือนดังๆ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุชัดเจนว่า ตลาดทุนโลกกำลังเสี่ยงต่อความผันผวนและอาจประสบภาวะสูญเสียอย่างหนักจากพฤติกรรมข้างต้นของนักลงทุนที่สนใจนโยบายอัดฉีดของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก มากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ทั้งนี้ หลักฐานยืนยันว่าตลาดทุนในปัจจุบันอยู่ภายใต้การบิดเบือนของนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ก็คือกรณีที่ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐซบเซาลงในเดือน มี.ค. แต่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 กลับพุ่งแรงแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการที่ 1,687.18 จุด เมื่อวันที่ 22 พ.ค. หรือกรณีของดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นที่ร่วงลงถึง 7% เมื่อวันที่ 23 พ.ค. โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการคาดการณ์ว่าเฟดอาจชะลอนโยบายคิวอีในการประชุมครั้งต่อๆ ไป
หรือจะเป็นกรณีล่าสุดจากนโยบายอาเบะโนมิกส์ของรัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบัน โดยแม้จะทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลงกว่า 18% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว จนภาคส่งออกฟื้นตัว และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นนิกเกอิของประเทศปรับเพิ่มขึ้นถึง 31% นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่จนแล้วจนรอดข่าวดีดังกล่าวก็ยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากบรรดาผู้ประกอบการรายใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นให้ควักเงินออกมาลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
ยืนยันได้จากข้อมูลการใช้จ่ายขององค์กรบริษัทภายในประเทศ ยกเว้นบริษัทประเภทซอฟต์แวร์ในไตรมาสแรกของปีโดยกระทรวงพาณิชย์ญี่ปุ่นที่ลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งๆ ที่นโยบายอาเบะโนมิกส์ข้างต้นจะทำให้หลายๆ บริษัทยักษ์ญี่ปุ่น เช่น โตโยต้า ฮอนด้า หรือโซนี่ มีรายได้ผลกำไรปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วมากก็ตาม
คำเตือนของบีไอเอสได้รับการตอกย้ำให้หนักแน่นขึ้นอีกโดย นูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำเจ้าของสมญานาม “ดอกเตอร์ดูม” ซึ่งแสดงความเห็นผ่านรายการสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีว่า ตลาดทุนโลกจะปรับขึ้นทำกำไรให้นักลงทุนภายใน 2 ปีข้างหน้า ก่อนที่ช่องว่างระหว่างตลาดหุ้นกับตลาดจริงจะกว้างมากขึ้นจนกระทบต่อตลาดทุน
เหตุผลเพราะระดับการเติบโตของเศรษฐกิจในปัจจุบันจืดชืดและแทบจะไม่มีความหมายสำคัญใดๆ เลย ขณะที่ความเคลื่อนไหวของตลาดส่วนใหญ่ก็พึ่งพากับนโยบายซื้อคืนพันธบัตรของเฟดเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐแต่เพียงอย่างเดียว
ดังนั้น สิ่งที่ทั่วโลกกำลังจะเผชิญหน้าต่อจากนี้ก็คือช่องว่างความแตกต่างระหว่างราคาสินทรัพย์ในตลาดหุ้นกับการเติบโตของเศรษฐกิจจริง จนเฟดและธนาคารกลางทั่วโลกไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องคงมาตรการกระตุ้นต่อไป ก่อนพยายามหาทางลดการใช้ลงอย่างช้าๆ ซึ่งตามความเห็นของรูบินี การลดการใช้คิวอีจะเกิดขึ้นหลังจาก 2 ปีข้างหน้านี้ เนื่องจากการดันทุรังใช้นโยบายกระตุ้นให้ยืดเยื้อยาวนานมากกว่านี้ จะเป็นอันตรายและบ่อนทำลายเสถียรภาพของเศรษฐกิจจริงในระยะยาว
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เศรษฐกิจโลกจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปไหนได้หากปราศจากแผนกระตุ้นของธนาคารกลางได้อีกต่อไป และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดบางรายเริ่มส่งสัญญาณขอเลิกแผนกระตุ้นออกมาเนืองๆ
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ รวมถึงบีไอเอสได้เตือนอีกว่า สถาบันการเงินและนักลงทุนควรเตรียมรับมือให้พร้อมเมื่ออัตราดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะกับผู้ถือพันธบัตรและธนาคารต่างๆ ต้องแน่ใจว่าสถานะทางการเงินเข้มแข็งพอ ก่อนที่แต่ละประเทศจะยกเลิกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและขึ้นดอกเบี้ย
เพราะขณะนี้แม้จะยังไม่มีการประกาศยกเลิกนโยบายดังกล่าวอย่างจริงจังและเป็นทางการ รายงานจากบริษัทวิจัยลิปเปอร์ พบว่า บรรดานักลงทุนในกองทุนรวมซึ่งลงทุนในตลาดพันธบัตรของสหรัฐ โดยเฉพาะพันธบัตรที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี กำลังเผชิญหน้ากับการขาดทุนครั้งใหญ่เฉลี่ยแล้ว 1.8%
ขณะเดียวกัน ลิปเปอร์ยังพบว่า เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เดอะโททอล รีเทิร์น ฟันด์ หนึ่งในกองทุนรวมรายใหญ่ของสหรัฐต้องขาดทุนกว่า 2.2% เหตุราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีร่วงหลังอัตราผลตอบแทนบอนด์พุ่งขึ้น 1.6% ทำให้เป็นหนึ่งในเดือนที่มีผลประกอบการย่ำแย่ที่สุดของกองทุนดังกล่าว
ดังนั้น การเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมโดยคำนึงถึงพื้นฐานเศรษฐกิจตามความเป็นจริงมากกว่าหวังนโยบายกระตุ้นจากธนาคารกลางจึงสำคัญที่สุด ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจโลกย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากวิกฤตที่เผชิญหน้ามาอย่างยาวนานได้จริงเสียที







