
ห่วงมาบตาพุดนิ่งฉุดอีสเทิร์นซีบอร์ดเดี้ยง
โพสต์ทูเดย์
— นิคมฯ อมตะเหมราชหวั่นปัญหามาบตาพุดไม่จบ ชี้กระทบการเติบโตอุตฯ อีสเทิร์นซีบอร์ดหดตัวนายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังมีความกังวลกับปัญหาโครงการในมาบตาพุดบางส่วนที่ยังถูกระงับกิจการ แม้ว่าจะมีหลายโครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ก็ทำให้การขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำเฟสสองเกิดขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะข้อจำกัดในเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปลายน้ำ ทำให้การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) ไม่มีการขยายตัว
ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีแผนควบคุมและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโครงการมาบตาพุดอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นส่วนสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในต่างประเทศให้กลับมาได้อีกครั้ง
สำหรับในส่วนที่มีการปลดล็อกระงับกิจการโครงการในมาบตาพุดไปแล้ว แต่ก็เชื่อว่าจะไม่ทำให้ส่วนขยายของโครงการในมาบตาพุดในเฟสต่อไปเกิดขึ้นอีกได้ เพราะการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาค่อนข้างลำบาก เนื่องจากมีข้อกำหนดที่มีความเข้มข้นมากขึ้นอีก
ทั้งนี้ เพราะต้องผ่านกระบวนการทั้งการทำจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) รายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) การจัดทำประชาพิจารณ์ และผ่านความคิดเห็นจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (เอ็นจีโอ) ซึ่งจะทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำคงไม่มีอีกแน่นอน และมีผลกระทบต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมปลายน้ำในพื้นที่การลงทุนในภาคตะวันออกในอนาคต
สำหรับผลการดำเนินงานของนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ขณะนี้นักลงทุนต่างประเทศเริ่มให้สนใจในการติดต่อเข้ามากขึ้น โดยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา สามารถขายพื้นที่โดยรวมได้แล้วประมาณ 400 ไร่ จากเป้าหมายปี2553 กำหนดไว้ ประมาณ 9001,000 ไร่ เพิ่มขึ้นจาก ปี2552 ที่ขายได้เพียง 200 ไร่ เท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนมองพื้นที่นิคมฯไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาบตาพุดมากนัก
ด้านนายเผ่าพิทยา สมุทรกลิน ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ทิศทางการเข้ามาลงทุนในนิคมฯปี 2553 จะเติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน เป็นผลมาจากภาพรวมเศรษฐกิจ และดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจในหลายกลุ่ม ทั้งภาคการผลิต การบริโภคและการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา โดยในปีนี้ นิคมฯเหมราชได้ตั้งเป้ายอดขายพื้นที่ไว้ที่ 800 ไร่ เพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่มียอดขายเพียง144ไร่ โดยคู่ค้าหลักยังคงเป็นประเทศสหรัฐฯและญี่ปุ่น การแก้ไขปัญหามาบตาพุด แม้ว่าขณะนี้จะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี มีความชัดเจนมากขึ้นในการปฏิบัติในส่วนต่างๆ แต่ก็เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายรายยังมีความกังวลในการจัดตั้งองค์กรอิสระอยู่บ้าง ซึ่งควรจัดตั้งอย่างเร่งด่วน
การจัดตั้งหากล่าช้าออกไปก็จะไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งที่ผู้ประกอบการเองมีความพร้อม และตระหนักในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่แล้ว เพียงแต่ระยะเวลาในการดำเนินงานและกำหนดกรอบรายละเอียดต่างๆ ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ผู้ประกอบการยังไม่สามารถเดินหน้าตัดสินใจใดๆ ได้ทั้งสิ้น
นางสมศรี ดวงประทีป กรรมการบริหาร นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จ.ชลบุรี กล่าวว่า การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง ขณะนี้มีลูกค้าซึ่งเป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีเริ่มกลับเข้ามาเยี่ยมชมพื้นที่หลังจากที่ปีที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาหลายด้านโดยเฉพาะปัญหาวิกฤติการเงินในสหรัฐ โดยในภาพรวมสัญญาณเริ่มกลับมาดีขึ้นทำให้นักลงทุนกำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนจำนวนหลายรายที่ได้มีการซื้อพื้นที่ไว้แล้วก่อนหน้านี้ได้เตรียมแผนการก่อสร้างโรงงานไว้ในช่วงไตรมาส3 โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ที่จะเข้ามาลงทุนในนิคมฯปิ่นทองนั้นจะเป็นอุตสาหกรรมในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และโลจิสติกส์ โดยในปลายปี 2553นี้ คาดว่านิคมฯปิ่นทองจะสามารถขายพื้นที่ได้ประมาณ 200250 ไร่ และมีรายได้ที่เติบโต 30% จากปี 2552 ที่ผ่านมาสามารถขายพื้นที่ได้กว่า 100 ไร่







