
"อินเด็กซ์ " มือโปรอีเวนต์ รุกคืบพม่า-เวียดนาม
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ หนึ่งในบริษัทจัดอีเวนต์แถวหน้าของเมืองไทย และมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ได้เริ่มออกไปขยายธุรกิจในต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมองกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นเป้าหมายสำคัญ
เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เล่าว่า ก่อนลงทุนบริษัทได้ประเมินความพร้อมของตัวเอง ซึ่งพบว่ามีศักยภาพมาก จึงตัดสินใจขยายการลงทุน และมองอาเซียนเป็นยุทธศาสตร์ของการทำธุรกิจ เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2551 บริษัทตัดสินใจขยายกิจการในระยะ (เฟส) แรก โดยออกสำรวจตลาดอาเซียนเพื่อเปรียบเทียบว่าจะเข้าไปประเทศที่เจริญแล้วอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือจะไปประเทศที่กำลังเติบโตอย่างพม่าและเวียดนาม
สุดท้ายได้ตัดสินใจเลือกพม่าและเวียดนาม เนื่องจากทั้งสองประเทศมีศักยภาพการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจนี้ถือว่าเป็นธุรกิจใหม่ในตลาด จึงคิดว่าหากเข้าไปเปิดตลาดก่อนจะได้เปรียบ และบริษัทจะค่อยๆ เติบโตไปพร้อมๆ กับประเทศนั้น ขณะที่ในสิงคโปร์บริษัทท้องถิ่นได้เริ่มออกไปขยายธุรกิจในต่างประเทศแล้ว ส่วนตลาดอีเวนต์หรือโฆษณาในมาเลเซียยังพัฒนาน้อยกว่าไทยอยู่มาก
หลังจากนั้นจึงเริ่มศึกษารูปแบบการลงทุนประมาณ 12 ปี ซึ่งทั้งพม่าและเวียดนามเป็นการลงทุนเป็นหุ้น ส่วนธุรกิจกับบริษัทท้องถิ่นด้านการสื่อสาร โดยในพม่าทำงานร่วมกับบริษัท ฟอร์เอฟเวอร์ กรุ๊ป เจ้าพ่อธุรกิจโทรทัศน์และวิทยุของประเทศ ส่วนเวียดนามทำงานร่วมกับบริษัท ทีวีเอ็ม เจ้าของธุรกิจสื่อโทรทัศน์เช่นเดียวกัน
ลักษณะธุรกิจอีเวนต์ในเวียดนามจะคล้ายกับทำงานในเมืองไทย เน้นรับจ้างผลิตงาน จัดอีเวนต์ ซึ่งเวียดนามมีธุรกิจนี้อยู่แล้ว แต่ยังไม่พร้อมเท่ากับในเมืองไทย ซึ่งเกรียงไกรเชื่อว่าเวียดนามจะพัฒนาธุรกิจนี้ได้ภายในไม่กี่ปี โดยลูกค้ามีทั้งนักธุรกิจไทยและต่างชาติ
“การทำงานในเวียดนามค่อนข้างยากในเรื่องวัฒนธรรม เพราะยังมีความคิดเรื่องคอมมิวนิสต์ มีความเป็นจีนและความรักชาติสูงมาก การทำงานในเวียดนามตอนเหนือก็ต่างกับทางใต้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเข้าไปเรียนรู้”
ขณะที่ในพม่า อินเด็กซ์ฯ จะมีธุรกิจในงานที่ขนาดใหญ่กว่า มีทั้งงานรับจ้างผลิต และงานที่คิดสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เช่น การจัดงานเคาต์ดาวน์รับปีใหม่ งานสงกรานต์ ซึ่งงานในกลุ่มหลังเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีในพม่ามาก่อน ถือเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ โดยอินเด็กซ์ฯ ได้นำบริษัทลูกเข้าไปทำธุรกิจด้วยเกือบทั้งหมด เช่น การทำวิจัยตลาด เช่าอุปกรณ์ เพราะสำหรับพม่าธุรกิจนี้ถือว่าใหม่มาก จึงต้องเข้าไปลงทุนสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจนี้เองทั้งหมด
“การทำงานในธุรกิจนี้ต้องให้ตรงกับรสนิยมของลูกค้าในแต่ละประเทศ เรื่องความชอบต่างๆ ต้องเข้าไปเรียนรู้ เพราะคนต่างชาติไม่มีวันรู้หากมองจากข้างนอก เราจะเน้นการผสมผสานรสนิยมแบบใหม่กับท้องถิ่นเข้าด้วยกัน โชคดีที่มีพันธมิตรเป็นคนท้องถิ่นสามารถช่วยชี้แนะได้ เช่น ในพม่าการใช้สีจะบ่งบอกถึงสถานะทางสังคมของคน แต่ต่างชาติมองไม่รู้ เราไปจัดงานบอกว่าพรมแดงสำหรับวีไอพี แต่พม่าต้องเป็นสีเขียว”
สำหรับอุปสรรคในการทำงาน เกรียงไกร บอกว่า ส่วนใหญ่มาจากวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน รวมถึงเรื่องกฎระเบียบ แต่ตลาดเหล่านี้ก็มีข้อดีคือ พร้อมรับความแปลกใหม่ และการแข่งขันมีน้อยมาก
ส่วนเรื่องบุคลากร บริษัทจะส่งพนักงานในต่างประเทศมาฝึกงานในเมืองไทย ทำให้รู้จักการทำงานมาตรฐานเดียวกันและภาคภูมิใจในบริษัท เป็นการถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน ด้วยความพร้อมเหล่านี้ทำให้เกรียงไกรเชื่อมั่นว่า อีกไม่ช้าธุรกิจนี้ในเวียดนามและพม่าจะพัฒนาอย่างรวดเร็วแน่นอน







