
ปฏิรูปหรือปฏิรวบ สธ.
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เริ่มจับทาง นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ได้ว่าจะเข้ามารวบอำนาจตั้งแต่ นพ.ประดิษฐ เริ่มเข้ามาเป็นกรรมการหลักประกันสุขภาพ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านแพทย์แผนไทย เมื่อปี 2554 ในขณะที่ วิทยา บุรณศิริ ยังคงเป็น รมว.สธ.อยู่ ซึ่งทุกคนก็เห็นตรงกันว่า วิทยาเป็น “รัฐมนตรีว่าการ” แต่หมอประดิษฐเป็น “รัฐมนตรีสั่งการ”
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เริ่มจับทาง นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ได้ว่าจะเข้ามารวบอำนาจตั้งแต่ นพ.ประดิษฐ เริ่มเข้ามาเป็นกรรมการหลักประกันสุขภาพ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านแพทย์แผนไทย เมื่อปี 2554 ในขณะที่ วิทยา บุรณศิริ ยังคงเป็น รมว.สธ.อยู่ ซึ่งทุกคนก็เห็นตรงกันว่า วิทยาเป็น “รัฐมนตรีว่าการ” แต่หมอประดิษฐเป็น “รัฐมนตรีสั่งการ”
“แต่หลังจาก นพ.ประดิษฐ ขึ้นเป็นรัฐมนตรี ก็พบว่ามีการใช้อำนาจหลายอย่าง ซึ่งไม่มีที่มาที่ไป ขาดการมีส่วนร่วม ตั้งแต่การเข้าไปแทรกแซงโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ และในคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข รวมถึงนโยบายการแบ่งเขตสุขภาพ การจ่ายค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P) หรือการนำค่าเหมาจ่ายรายหัวลงไปยังผู้ตรวจ สธ. ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเขตสุขภาพโดยตรง ก็หาที่มาที่ไปไม่ได้”
“น่ากังวลว่า สิ่งที่เกิดจากการปฏิรูป สธ.เมื่อ 10 ปีที่แล้ว อย่างการเกิดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และมีการแยกส่วนผู้ซื้อบริการ ผู้ให้บริการ และผู้ดูแลมาตรฐาน จะกลับมารวมศูนย์ที่ สธ.อีกครั้ง ซึ่ง นพ.ประดิษฐไม่เคยชี้แจงในที่ประชุมบอร์ด สปสช. แต่กลับไปพูดข้างนอก และยังใช้อำนาจควบคุมข้าราชการประจำ รวมถึง สปสช.ให้ต้องทำตามทั้งหมด”
สำหรับการเจรจา 3 ฝ่าย ระหว่างกลุ่มหมอชนบทและเครือข่าย รัฐบาล และ สธ. ในวันที่ 4 มิ.ย. และ 6 มิ.ย.นั้น นพ.เกรียงศักดิ์ ระบุว่า จุดยืนของกลุ่มแพทย์ชนบทมี 3 ข้อ ได้แก่ 1.ขอให้ย้อนกลับไปก่อนวันที่ 1 เม.ย. 2556 ด้วยการใช้เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายฉบับที่ 4 และฉบับที่ 6 2.ถ้าอยากให้ทำ P4P ก็ยินดีทำ แต่ขอให้เป็นเงินเพิ่มจากเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย (on top) และมาจากความสมัครใจเท่านั้น ไม่ใช่บังคับเหมือนทุกวันนี้ และ 3.เพื่อแก้ปัญหาในอนาคต ขอให้ตั้งคณะกรรมการกลางมาดูข้อเสนอค่าตอบแทนของแต่ละวิชาชีพ เพื่อให้วิชาชีพอื่น นอกจากแพทย์และทันตแพทย์ ได้เงินเพิ่ม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาพื้นที่เพื่อพิจารณาอีกครั้ง
“ถ้าคุณจะเสียหน้าเพราะต้องยกเลิกเรื่องนี้ ก็เป็นเพราะคุณทำตัวเอง ถ้าวันนั้นคุณฟังเราก่อน ไม่ดูถูกเราว่ามีไม่กี่คน คุณก็ไม่ต้องเสียหน้า ผมคิดว่าข้อเสนอเหล่านี้ไม่ยากเกินไป ถ้าผมเป็นคุณหมอประดิษฐผมก็รับ เพราะข้อเสนอของสหภาพฯ องค์การเภสัชกรรม และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ไม่ได้หนักหนาอะไร” ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าว
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเรียกร้องให้ นพ.ประดิษฐ ลาออกจากตำแหน่ง หรือให้รัฐบาลปลด นพ.ประดิษฐ นั้นเกินกำลังแพทย์ชนบทไปมาก เพราะทุกคนรู้กันดีว่าคอนเนกชันของ นพ.ประดิษฐ กับฝ่ายการเมืองในพรรคเพื่อไทยนั้นเหนียวแน่นเพียงใด ชั่วโมงนี้หากกลุ่มแพทย์ชนบทบรรลุข้อเรียกร้อง 3 ข้อข้างต้น และทำให้ นพ.ประดิษฐ ต้องกลับมาแก้เรื่องนี้ทั้งหมด ก็ถือว่าน่าพอใจ เนื่องจากเครดิตของ นพ.ประดิษฐ จะไม่เหลืออะไรแล้ว
“พูดตรงๆ ว่า หากเราบรรลุข้อตกลงแล้ว ถ้ายังไล่หมอประดิษฐต่อ ผมก็จะเป็นคนที่แย่มากในสังคม ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้ต้องการเล่นการเมือง เราแค่ต้องการให้เกิดกระบวนการเจรจาเรื่อง P4P ตั้งแต่เดือน มี.ค. แต่เราไม่ต้องการเจรจากับรัฐมนตรี เพราะรัฐมนตรีถือเป็นคู่กรณีโดยตรง เพราะฉะนั้นทางออกด้วยวิธีนี้ น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดแล้ว”
นพ.เกรียงศักดิ์ บอกว่า ยอมรับทุกเสียงตำหนิ หากแนวร่วมของแพทย์ชนบทจะกล่าวหาว่าเขายอมเกี้ยเซี้ยกับรัฐบาลหรือยอมแพ้ให้กับฝ่ายการเมือง แต่ก็ยังเชื่อว่าทุกฝ่ายจะเข้าใจในภายหลัง
“ต้องเข้าใจว่า ชมรมแพทย์ชนบทไม่มีอำนาจอะไร ในอดีตเราอาจเคยมีอำนาจผ่านข้าราชการ ผ่านคุณหมอวิชัย (โชควิวัฒน) หมออำพล (จินดาวัฒนะ) แต่วันนี้เรามีแค่ทุนทางสังคม ยอมรับตรงๆ ว่าเราไม่มีการต่อสายตรงขึ้นไปเหมือนในอดีต ฝ่ายตรงข้ามอาจจะคิดว่าเรารับคำสั่งจากคุณหมอวิชัย แต่ผมบอกเลยว่าผมไม่เคยรับงานอะไรจากคุณหมอวิชัย เราเป็นคนใช้คุณหมอวิชัยเองด้วยซ้ำเวลาเราเหนื่อย” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ วิโรจน์ กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแพทย์ชนบทและ นพ.ประดิษฐ ครั้งนี้ เป็นเสมือนสงครามตัวแทนเท่านั้น เนื่องจากการจ่ายค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P) เป็นเรื่องเล็กมาก จุดแตกหักจึงน่าจะมาจากการแทรกแซงองค์กรอิสระในสังกัด สธ. หรือองค์กรตระกูล ส. มากกว่า
“ข้อเสียของหมอประดิษฐอาจมีบ้าง ก็คือพยายามทำหลายๆ เรื่องพร้อมๆ กัน หากเทียบกับรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ จะพบว่าหมอประดิษฐพยายามทำทุกเรื่อง และทำเร็ว เช่น P4P ที่หักดิบกันในเวลาสั้นๆ ในที่สุดความขัดแย้งก็รุนแรง อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของแพทย์ชนบทที่ย้ำว่าไม่เจรจาด้วยแล้ว ไล่อย่างเดียว อันนี้ยิ่งกว่าการเคลื่อนไหวทางการเมือง และเกินสถานการณ์ไปเยอะ เพราะ P4P หากคุยกันจริงๆ ไม่นานก็จบ”
ทั้งนี้ วิโรจน์ กล่าวว่า การเปิดเวทีต่อรองในวันที่ 4 พ.ค. และ 6 พ.ค.นี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่ว่าสงครามจะใหญ่เพียงใด ในที่สุดก็ต้องจบลงบนโต๊ะเจรจาต่อรอง ยิ่งถ้าบอกว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีแบ็กดี แล้วไม่ต่อรองกันเลย สุดท้ายก็ต้องสู้กันจนพังกันไปข้างหนึ่ง
“ผมคิดว่าหมอประดิษฐมีส่วนดีตรงที่เขาเป็นเอกชน และมองเรื่องประสิทธิภาพเป็นหลัก ซึ่งเป็นมุมที่รัฐขาดไป แต่ต้องไม่ลืมว่า ‘ประสิทธิภาพ’ ในมุมมองแพทย์ชนบทอาจเป็นอีกคำจำกัดความที่ต่างกับ ‘ประสิทธิภาพ’ ในมุมมองหมอประดิษฐ ขณะเดียวกัน นโยบายหลายๆ อย่างของหมอประดิษฐก็ไม่ชัดเจน เช่น การพยายามใช้ทรัพยากรจากรัฐและเอกชนร่วมกัน รวมถึงเรื่อง P4P ภาพบางส่วนมันยังขายฝัน ไม่มีรายละเอียด มีแต่ไอเดียข้างบน พอตั้งใจจะทำหลายเรื่อง แล้วตั้งใจจะทำอย่างรวดเร็วเกินไป ก็เกิดแรงต้านขึ้น ในที่สุดเจตนาก็ผิดเพี้ยนไป” วิโรจน์ วิพากษ์
วิโรจน์ ขยายความให้เห็นว่า บุคลากรวงการสาธารณสุขบ้านเรามีอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เอาดีทางวิชาการแพทย์ และกลุ่มที่สนใจปฏิรูประบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเคลื่อนไหว กระจายตัวอยู่ในองค์กรตระกูล ส. เพราะฉะนั้นความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะแต่ละฝ่ายมองกลับไปกลับมาว่า ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองดีพอ และในองค์กรตระกูล ส. บางแห่ง โดยเฉพาะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็ถูกมองว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักในการล้มรัฐบาลจนฝ่ายการเมืองต้องเข้าไปยึดครองในที่สุด
ข้อสังเกตของกลุ่มแพทย์ชนบทที่มองว่า นพ.ประดิษฐ ปฏิรูป สธ.เพื่อเอื้อบริษัทยา ภาคเอกชน ล้มระบบหลักประกันสุขภาพ หรือใช้ P4P เพื่อให้แพทย์ออกจากโรงพยาบาลชุมชนไปรองรับเมดิคัลฮับนั้น จึงเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ “ไปไกลเกินไป” เพราะความขัดแย้งหลักอาจอยู่ที่ฝ่ายการเมือง ที่ต้องการนำอำนาจตระกูล ส. กลับมา และฝ่ายตระกูล ส. ที่ต้องสู้เพื่อยึดฐานที่มั่นของตัวเองไว้เท่านั้น







