
กว้านซื้อ...แบรนด์-โนว์ฮาวไฟต์บังคับจีนก่อนรับบทผู้นำโลก
ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่เกรียวกราวในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับกรณีที่ บริษัท ชวงฮุย อินเตอร์เนชันนัล โฮลดิงส์
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่เกรียวกราวในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับกรณีที่ บริษัท ชวงฮุย อินเตอร์เนชันนัล โฮลดิงส์ ผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของจีน ทุ่มเงิน 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.41 แสนล้านบาท) เข้าซื้อกิจการของบริษัท สมิธฟิลด์ ฟู้ด ผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของโลกสัญชาติสหรัฐ
เหตุเพราะ หากข้อตกลงข้างต้นลุล่วง ทั้งในแง่ของทางผู้ประกอบการธุรกิจทั้งสองฝั่งและในแง่ทางกฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศของสหรัฐกับจีน ความสำเร็จดังกล่าวก็จะกลายเป็นการเข้าซื้อกิจการสหรัฐครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทจีน
ขณะเดียวกัน ความสำเร็จครั้งนี้ยังจะเอื้อประโยชน์กับบริษัททั้งสองแห่งอย่างมหาศาล โดยขณะที่ ชวงฮุย สามารถแก้ปัญหาความต้องการบริโภคเนื้อหมู ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาหารหลักของชาวจีนทั่วประเทศที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของชนชั้นกลาง ฟาก สมิธฟิลด์ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 7,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) พร้อมเลี้ยงสุกรมากถึง 16 ล้านตัวต่อปี จะได้โอกาสในการเจาะตลาดจีน ตลาดหมูที่ถือว่าใหญ่ที่สุดของโลกได้อีกด้วย
กระนั้น ข่าวการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ ก็ยังไม่ได้ยิ่งใหญ่และน่าสนใจไปมากกว่าประเด็นคำถามที่เกิดขึ้นภายในใจบรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงธุรกิจข้ามชาติ ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จีนจะขยับขยายบทบาทตนเองให้เป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ระดับโลก
หรือพูดให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นก็คือ ผู้ประกอบการจีนพร้อมแล้วใช่หรือไม่ สำหรับการครอบครองกิจการชั้นแนวหน้าระดับโลกซึ่งผลิตสินค้าและบริการป้อนให้แก่ตลาด โดยที่ผู้บริโภคทั่วโลกยอมรับและวางใจในสิ่งที่บริษัทเหล่านี้ผลิตออกมา เช่นเดียวกับที่ยอมรับสินค้าของบริษัทยักษ์ใหญ่สหรัฐ
สำหรับคำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักได้ตรงกันหลังจากพิจารณาข้อมูลสถานการณ์รอบด้านอย่างถี่ถ้วนแล้ว คือ “ยังไม่พร้อม” แต่นับต่อจากนี้ โลกจะได้เห็นจีนกว้านซื้อกิจการขนาดใหญ่ของโลกมากขึ้น เพราะเป็นหนทางที่จีนจะต้องทำเพื่อ 1) ปรับโครงสร้างการเติบโตให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ด้วยการพึ่งลำแข้งตนเอง และ 2) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศให้พร้อม ก่อนผงาดขึ้นมารับบทนำที่ทั่วโลกยินดีอ้าแขนรับ
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักรวมถึงเวิลด์แบงก์ต่างออกโรงเตือนก่อนหน้านี้แล้วว่า จีนต้องปรับเปลี่ยนแม่แบบโครงสร้างการเติบโต เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถดำรงอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยหนึ่งในการเปลี่ยนนี้หมายรวมถึงการเปิดภาคอุตสาหกรรมให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแข่งขัน ตลอดจนการผ่อนคลายกฎระเบียบและลดการให้สิทธิพิเศษแก่กิจการที่รัฐให้การสนับสนุน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและธุรกิจให้เหตุผลตรงกันว่า การเปิดให้มีการแข่งขันก็คือการผลักดันให้ผู้ผลิตในจีนต้องเร่งปรับปรุงตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจในจีนเกิดการพัฒนา
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจีนจะตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างการเติบโต เห็นได้จากคำมั่นของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และการแถลงแผนงานของสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่กล่าวชัดเจนว่าจะลงมือเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าแนวทางของจีนยังคงคลุมเครือและไม่ให้ความมั่นใจใดๆ เพราะปราศจากรายละเอียดของการปฏิรูปที่สามารถจับต้องได้และเป็นไปได้
จิม แมคเกรเกอร์ ประธานบริษัทที่ปรึกษา เอพีซีโอ กล่าวกับเอพี ว่า แม้การสนับสนุนของรัฐบาลในหลายปีก่อนทำให้จีนเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่จีนก็ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง เนื่องจากวิธีการดังกล่าวไม่ช่วยให้การบริโภคของชาวจีนโตทันตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ดัชนีชี้วัดการเติบโต ดังนั้นการปฏิรูปจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้จีนหันมาพึ่งตนเองเพื่อรักษาระดับการเติบโต
และหนึ่งในนั้นก็คือ การกระจายโอกาสความมั่งคั่งให้กับภาคเอกชน แหล่งสร้างงานและเงินให้กับประชาชนของประเทศ ซึ่งประจวบเหมาะกับการที่ผู้ประกอบการชาวจีนส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงการขยับขยายไปต่างแดน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตนเองมากขึ้น แถมยังช่วยขยายฐานการผลิตและการลงทุนของจีนให้หลากหลาย จากเดิมที่จำกัดอยู่แค่พลังงานและเหมืองแร่ เป็นเทคโนโลยี การแปรรูปอาหาร และอสังหาริมทรัพย์
ชาร์ลส์ เมย์นาร์ด กรรมการผู้จัดการอาวุโสของบิซิเนส ดีเวลลอปเมนท์ บริษัทที่ปรึกษาในการเข้าซื้อกิจการ ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า แม้จะมีอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะการขาดแรงสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ผู้ประกอบการจีนเหล่านี้ค่อยๆ สามารถซึมซับที่จะเริ่มคิดและทำอย่างเป็นสากลมากขึ้น
หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ผู้ประกอบการเหล่านี้เริ่มเรียนรู้ที่จะวางวิสัยทัศน์และตั้งเป้าหมายเพื่อการเติบโต โดยตระหนักดีว่ากิจการจะไม่สามารถเดินต่อไปได้ หากไม่เร่งพัฒนาความรู้และศักยภาพของตนเองให้ทัดเทียมเท่าทันคู่แข่งในตลาด
และหนึ่งในวิธีการพัฒนาที่ทำได้อย่างรวดเร็วก็คือการขอร่วมหุ้นเข้าซื้อกิจการ
ยืนยันได้จากข้อมูลการซื้อกิจการของผู้ประกอบการจีนในช่วงปีที่ผ่านมา ไล่เรียงตั้งแต่การที่ “ฝอซาน อินเตอร์เนชันนัล” ได้ซื้อหุ้นของ “คลับเมด” ผู้ดำเนินงานรีสอร์ตตากอากาศรายใหญ่สัญชาติฝรั่งเศสที่มีสาขาทั่วโลก หรือการที่ “ว่านต๋า กรุ๊ป” เข้าซื้อหุ้นในเครือของ “เอเอ็มซี ซีเนมา” ธุรกิจโรงภาพยนตร์และความบันเทิงของสหรัฐ แถมยังทำสถิติเป็นการเข้าเทกโอเวอร์กิจการที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้ ด้วยมูลค่า 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือแม้แต่ 2 ปีก่อนหน้าที่ “จีลี่ กรุ๊ป” ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีนที่ซื้อค่ายรถ “วอลโว่” ของสวีเดน
นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า จีนไม่ได้เพียงแค่ซื้อเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งร่ำรวย แต่จีนยังซื้อความรู้ ซื้อเทคโนโลยีโนว์ฮาว ซื้อทักษะ และซื้อชื่อเสียงของยี่ห้อตราสินค้า ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นทางลัดในการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์สัญชาติจีนเป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจ
ลินดา เยว์ หัวหน้าผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจประจำภูมิภาคเอเชียของสำนักข่าวบีบีซีแห่งอังกฤษ กล่าวว่า หนึ่งในวิธีขยับสถานะกิจการให้เป็นบริษัทข้ามชาติของจีนก็คือการซื้อกิจการในต่างประเทศที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซื้อกิจการที่มีชื่อเสียงเป็นที่เชื่อถือในตลาด โดยบริษัทจีนต่างหวังว่าชื่อเสียงเหล่านี้จะช่วยขัดเกลาชื่อของตนเอง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กรณีที่ “เลอโนโว” จีน ซื้อกิจการของ “ไอบีเอ็ม” และสามารถผลักดันให้แบรนด์เลอโนโวติดตลาดโลกในฐานะสินค้าคุณภาพเยี่ยมได้ในที่สุด
ทว่าในที่สุดแล้ว นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งต่างพร้อมใจเตือนว่า วิธี “ซื้อ” ก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะบันดาลความสำเร็จรุ่งเรืองทุกอย่างได้ ตราบใดที่ผู้ประกอบการจีนไม่พยายามเรียนรู้แนวทางที่ดีในการปฏิบัติ ทั้งในแง่ของ กระบวนการผลิตและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างความเชื่อถือและภักดีที่มีต่อสินค้าของตนในอนาคต







