
"ทีโออาร์ผิด"ร้ายกว่าคอร์รัปชัน
ทีโออาร์ผิดร้ายยิ่งกว่าคอร์รัปชัน อย่างโครงการโฮปเวลล์ หรือโครงการคลองด่าน ล้มเหลวเพราะเขียนทีโออาร์ผิด
โดย...ปริญญา ชูเลขา
เข้าโค้งสุดท้ายการตัดสินโครงการบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาท ที่จะประกาศผลในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ โครงการนี้มีบริษัทที่เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการน้ำชื่อดังก้องโลกเข้าแข่งขันวันนี้คัดเหลือเพียง 4 กลุ่มบริษัทที่เข้ารอบชิงดำในแผนงาน 9 โมดูล เนื่องจากโครงการนี้ใช้งบประมาณเงินกู้จำนวนมหาศาลและผูกพันภาระหนี้ยาวนาน จึงเกิดข้อเป็นห่วงจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างโครงการโฮปเวลล์ เสายักษ์ปักร้างเรียงรายทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวริมทางถนนวิภาวดีรังสิตมานานเกือบ 30 ปี หรือโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เป็นโรงบำบัดน้ำเสียที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ลงทุนไปแล้วกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท แต่ใช้งานไม่ได้ เป็นต้น
โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร หรือ สสนก. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ที่ลาออกไป คือหนึ่งในคณะผู้เขียนแบบกรอบแนวคิด หรือ Conceptual Plan ตั้งแต่เริ่มต้น
“ทีโออาร์ผิดร้ายยิ่งกว่าคอร์รัปชัน อย่างโครงการโฮปเวลล์ หรือโครงการคลองด่าน ล้มเหลวเพราะเขียนทีโออาร์ผิด แม้โครงการสนามบินสุวรรณภูมิที่ว่ากันว่ามีคอร์รัปชัน แต่ทีโออาร์ถูก โครงการยังแล้วเสร็จใช้งานได้ แต่ทีโออาร์ผิดทั้งคอร์รัปชันและใช้งานไม่ได้” รอยล กล่าว
รอยล กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญในการวางระบบบริหารจัดการน้ำในภาพรวม ต้องพิจารณาองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งและรอบคอบ อย่างเช่น ทั้งประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้หรือจีน ต้องมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มาประกอบการตัดสินใจ เพราะทุกประเทศผ่านประสบการณ์เหตุการณ์มหาอุทกภัยมาด้วยกันทั้งสิ้น และมีผลงานการบริหารจัดการน้ำฝากไว้ให้เห็นกันอยู่ในประเทศไทย
อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นมีระบบการจัดรูปที่ดี กล่าวคือ ประเทศญี่ปุ่นมีพื้นที่คิดเป็นเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 70% เป็นพื้นที่ป่า ขณะที่ประชากรชาวญี่ปุ่นมีมากกว่าประเทศไทย นั่นหมายความว่า การใช้ประโยชน์ที่ดินและการกักเก็บน้ำดี ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าเหลือแค่ 20% จำนวนประชากรคนไทยน้อยกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ แต่ประเทศไทยมีพื้นที่ที่ใหญ่กว่า มีแหล่งเก็บน้ำมากกว่าญี่ปุ่น 2 เท่า ขณะที่เชิงเปอร์เซ็นต์ปริมาณน้ำฝนประเทศญี่ปุ่นมีมากกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำ แต่ประเทศญี่ปุ่นบริหารจัดการน้ำได้ดีกว่า
ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที ความรู้ด้านนี้ประเทศเกาหลีเก่งมาก ซึ่งการบริหารจัดการน้ำของประเทศเกาหลีบริหารจัดการโดยเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ หรือโมเดลที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นของกลุ่มประเทศยุโรป หรือการทำแบบจำลองต่างๆ ก็ใช้ของกลุ่มประเทศยุโรป ขณะที่จีนก็ใช้เทคโนโลยีของกลุ่มประเทศยุโรปเช่นกัน
แต่ถ้าทั้งรูปแบบการบริหารองค์รวม ญี่ปุ่นดีกว่าเพราะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในการพิจารณาก็ต้องพิจารณาแต่ละจุดเด่นของแต่ละประเทศประกอบด้วย ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่น เกาหลีเด่นเรื่องอะไร จีนเด่นเรื่องอะไร หรือญี่ปุ่นเด่นเรื่องอะไร ทำไมถึงบริหารจัดการน้ำได้ ตัวอย่างเช่น การบริหารจัดการน้ำ หรือการแก้ปัญหาน้ำท่วมของประเทศเกาหลีใต้ รัฐบาลทำทางน้ำให้น้ำผ่านเมืองหลวง คือ กรุงโซล ลงปากอ่าวได้ 2.การจัดรูปที่ดิน หรือ Land Use มีความชัดเจนว่าประเทศญี่ปุ่นบริหารจัดการได้ดี หรือ 3.เทคโนโลยีการพยากรณ์ เป็นต้น
“วันนี้เราต้องพิจารณาผลงานที่แต่ละประเทศเคยมาลงทุนก่อสร้างไว้ที่ประเทศไทยด้วย เช่น ประเทศจีน เคยมาดำเนินการโครงการปากพนัง ณ วันนี้จะต้องไปดูว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ หรือโครงการโรงไฟฟ้าขนอม ที่ประเทศเกาหลีเคยมาลงทุนก่อสร้างไว้เป็นอย่างไร”
รอยล บอกว่า หัวใจการบริหารจัดการน้ำ คือ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีอยู่ประมาณ 80% สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่นอกเขตชลประทานอยู่ที่ประมาณ 94% ภาคเหนือที่ถือเป็นพื้นที่ต้นน้ำมีพื้นที่นอกเขตชลประทานอยู่ที่ประมาณ 87%
อย่างไรก็ตาม ในการบริหารจัดการน้ำต้องดำเนินการทั้งในส่วนในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทานด้วย เนื่องจากวันนี้เราได้เรียนรู้จากประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาหันมาบูรณาการการใช้ข้อมูลเสร็จในปี 2012 เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีขึ้น จากนั้นจะนำข้อมูลที่บูรณาการได้มาพยากรณ์ให้ดีขึ้น เช่น การพยากรณ์อากาศ การพยากรณ์การไหลของน้ำในแม่น้ำหรือฝาย เป็นต้น
แต่ยอมรับว่าวันนี้เราเข้าใจการพยากรณ์การไหลของน้ำนอกเขตชลประทาน หรือการบริหารน้ำท่าน้อยมาก ที่ผ่านมามีเพียงกรมป่าไม้และกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นฝ่ายดูแลการพยากรณ์น้ำหลาก ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือปัญหาน้ำหลากขึ้นมาเมื่อไร ทุกครั้งที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจควบคุมได้ ผลสุดท้ายก็เห็นอย่างประสบการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปลายปี 2554 ที่ผ่านมา
แต่ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำยังเป็นแบบเดิม คือ กลับมาตั้งเป้าการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ในเขตชลประทานที่มีพื้นที่อยู่เพียง 20% หรือการบริหารจัดการน้ำในเขตชลประทาน โดยยังไม่มีความเข้าใจงานการบริหารจัดการน้ำหลากที่ดีพอ
อย่างที่กล่าวที่ผ่านมามีเพียงกรมป่าไม้ หรือกรมทรัพยากรธรณีเคยทำไว้ในอดีต อาจจะกล่าวย้ำอีกครั้งว่าการบริหารจัดการน้ำที่มีน้ำในพื้นที่ 80% ของพื้นที่คือ นอกเขตชลประทาน ควรดำเนินการในส่วนนี้เพราะจะเป็นการบริหารจัดการที่ง่ายกว่า แต่ที่ผ่านมาเรากลับบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แค่ 20% เท่านั้น
การบริหารจัดการน้ำนอกเขตชลประทาน คือ การทำแผนที่เพื่อนำไปสู่การจัดทำโซนนิง หรือการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือ Land Use จากการทำแผนที่ใหม่ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ถูกต้องครบถ้วนและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การทำแบบจำลองของน้ำหลากได้
“แผนที่ละเอียดพอที่จะทำหรือไม่ ถ้าแผนที่ไม่ละเอียดก็ทำไม่ได้ แม้แต่จะทำฟลัดเวย์ก็ตาม ลองอ่านสเปกในโมดูล A2 B2 ในความละเอียดขนาดนั้นจะทำได้หรือไม่ ค่าความผิดพลาดระดับนั้นจะทำได้หรือไม่ เรื่องเทคนิคแม้ไม่ได้จบวิศวะ แต่ผมจบคณิตศาสตร์ ผมก็ทราบดี”
แต่ที่แล้วมาเราทำแบบจำลองน้ำไหล คือ น้ำในแม่น้ำ แต่แบบจำลองน้ำหลากไม่ค่อยได้ใส่ใจกัน โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานในยามที่ฝนตกก่อนที่กระแสน้ำจะไหลลงในแม่น้ำ ห้วย หนอง คูคลองหนองบึงต่างๆ
สิ่งสำคัญคือ จะต้องมีข้อมูลการไหลของน้ำเป็นอย่างไร สภาพดินแบบไหน สภาพดินลาดหรือดินชัน น้ำไหลได้เท่าไรอย่างไร หรือสภาพดินแบบไหนรับหรือซึมซับน้ำได้ดีเท่าไรอย่างไร ดังนั้นความรู้เกี่ยวกับแผนที่ไม่ใช่การประเมินน้ำไหลในแม่น้ำลำคลองที่อยู่ในระบบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ณ วันนี้หากเกิดน้ำท่วมจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องถามด้วยซ้ำ กลไกในการจัดการพื้นที่มีสิ่งสำคัญคือ การปลูกป่า การจัดรูปที่ดิน และการดูแลคูคลองตามธรรมชาติที่อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งตอนนี้ลำน้ำคูคลองต่างๆ หายไปตลอด ไม่ใช่แค่การรุกล้ำเท่านั้น แต่เนื่องจากเกิดปัญหาเกี่ยวกับการสะสมตะกอนดิน สิ่งที่จะต้องดูแลคือ ต้องไม่ให้มีตะกอนสะสมเด็ดขาด ซึ่งการขุดลอกคูคลองจะต้องทำอย่างถูกวิธี แต่การขุดลอกคูคลองเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ
“ถ้าวันนี้ไม่มีการบริหารจัดการพื้นที่ 87% น้ำก็วิ่งเข้ามาในระบบเต็มๆ มีอย่างเดียวคือระบายทิ้ง แต่ถ้าจัดการน้ำนอกเขตชลประทานได้แล้ว น้ำที่จะลงมาในเขื่อนก็น้อยลง เราก็ไม่ต้องระบายทิ้ง และแน่นอนถ้าไม่ทำใน 87% ก็จะเป็นเหมือนอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
การตั้งเป้าหมายระบบที่ยั่งยืน คำว่ายั่งยืนจะต้องยั่งยืนในระบบชลประทานเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นอกเขตชลประทานด้วย ต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้ จะมัวรอให้น้ำเข้ามาแล้วจะไปจัดการได้อย่างไร จะต้องดำเนินการก่อนน้ำจะเข้ามา อย่างวันนี้เรายังไม่ยอมให้คลองผ่านเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน ต้องมีการจัดการน้ำก่อนที่น้ำจะเข้ากรุงเทพฯ ก็เหมือนกันทำไมเราไม่บริหารจัดการน้ำก่อนที่น้ำจะลงแม่น้ำหรือเขื่อน”
ปลูกป่าล้านไร่ไม่สำคัญเท่ารักษาพื้นที่ป่า
นอกจากการจัดทำแผนที่เพื่อนำมาสู่การประเมินสภาพน้ำท่า หรื น้ำหลากนอกพื้นที่ชลประทานแล้ว สิ่งที่รอยลต้องการสื่อสารให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน คือ ต้องวางแผนเรื่องการปลูกป่าควบคู่กันไปด้วย
“เพราะเป็นส่วนที่ช่วยในการซับน้ำ ชะลอน้ำหน่วงน้ำ การมีพื้นที่ป่ามากเท่าไรก็ยิ่งซับน้ำได้ดีเท่านั้น เพราะสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของการซับน้ำได้ดีขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของพื้นที่ป่า ณ วันนี้ในการปลูกป่าของเราตรงเป้าหมายหรือไม่ และทำแผนที่เพื่ออะไร เขียนไว้แล้วหรือยัง
รอยลยกตัวอย่างกรณีเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ที่บริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินได้ดี ซึ่งประเทศไทยควรศึกษาเป็นแบบอย่าง
“ชาวอิฟูเกาซึ่งอยู่ที่เกาะลูซอนตอนเหนือของฟิลิปปินส์มีการทำนาขั้นบันไดกว่า 2,000 ปี แล้วด้วยเครื่องมือที่เรียบง่ายและแรงงานคน นาขั้นบันไดเหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 1 หมื่นตารางกิโลเมตร ดังนั้นการที่ชาวหมู่เกาะลูซอนทำนาขั้นบันไดมากว่า 2,000 ปี แสดงว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ได้สร้างสมดุลกับธรรมชาติ นั่นหมายความว่า หากเกิดความสมดุลขึ้น ย่อมเกิดความยั่งยืนตามมา คือ น้ำไม่ท่วม ซึ่งประเทศฟิลิปปินส์เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศนี้ฝนตกหนักทุกปี แต่สามารถรักษาหน้าดินไว้ได้ด้วยการทำนาขั้นบันไดติดต่อกันมา 2,000 กว่าปี นับไม่ถ้วนว่ากี่ชั่วอายุคน”
สิ่งที่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ คือ 1.ปลูกป่า 2.จัดโซนนิงหรือการใช้ประโยชน์ที่ดิน และ 3.ดูแลลำน้ำธรรมชาตินอกพื้นที่ชลประทาน
รอยล บอกด้วยว่า แม้จะมีการปลูกป่าล้านไร่ก็ไม่เพียงพอ อย่าลืมว่าประเทศไทยที่มีพื้นที่เป็นภูเขา โดยหลักการแล้วจะต้องรักษาพื้นที่ป่าไว้ให้ได้ 70% ตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลีมีพื้นที่ป่าอยู่ที่ประมาณ 50-60% ของพื้นที่ทั้งหมด ดังนั้นประเทศไทยจะต้องแยกพื้นที่ทางภาคเหนือที่ถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันและเป็นต้นน้ำ จะต้องเน้นการฟื้นฟูป่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าแค่ 20% ของจำนวนพื้นที่ทั้งประเทศไม่ได้ แต่จะต้องมีพื้นที่ป่าอย่างน้อย 40% หรือ 50% ของพื้นที่ทั้งหมดในประเทศ
“ถามว่าประชากรประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ทำอย่างไรจะให้ประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ทำการเกษตร ได้มีที่ทำกินในลักษณะป่าเศรษฐกิจ ไม่ใช่ที่ทำกินแบบไร่ข้าวโพดไร่อ้อย เช่น จ.น่าน ที่เคยเป็นพื้นที่ป่ากลายเป็นไร่ข้าวโพด ทำแบบนี้ก็เจ๊งกันไปหมด เราจะต้องทำให้กลับมาเป็นป่าเศรษฐกิจได้อย่างไรนั้นคือการแก้ไข ไม่ใช่ทำเฉพาะในพื้นที่ป่าของทางราชการ หรือแค่ปลูกป่าหรือทำฝายที่ทำกันเฉพาะในเขตป่าสงวนนั้นไม่เพียงพอ จะต้องทำนอกเขตป่าสงวนด้วย” รอยล กล่าว
ณ วันนี้ไม่ควรเน้นการปลูกป่าเพียงล้านไร่ แต่จะต้องฟื้นฟูพื้นที่ที่สำคัญ ต้องมีการจัดรูปที่ดิน ตัวอย่างเช่น จะเห็นได้ว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานเริ่มดีขึ้น เนื่องจากมีการปลูกต้นยางพารา แต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะการปลูกสวนยางพาราต้องคำนึงถึงพันธุ์ ถ้าเป็นกิ่งตอนเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีรากแก้ว แล้วนำไปปลูกในพื้นที่ลาดชันก็จะเกิดปัญหาตามมา คือ หักโค่นล้ม เหมือนที่เห็นปัญหาในภาคใต้ ดังนั้นต้องพิจารณาไปอีกว่าการปลูกป่าเศรษฐกิจจะทำอย่างไรถึงจะซับน้ำได้ แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องเปลี่ยนอาชีพชาวบ้านอย่างไร ถ้าวันนี้เรายังทำไร่ข้าวโพดไร่อ้อยกันอยู่ไม่ได้อีกแล้ว ประเทศไปไม่รอด
ผสมผสาน...ทุกศาสตร์พยากรณ์
ในแผนบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาท ณ วันนี้ หากจะให้ข้อมูลโมดูลที่ A6 B4 ระบบคลังข้อมูลเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโมดูลนี้สิ่งสำคัญที่จะต้องเน้นหนักคือ การพยากรณ์
แต่ในโมดูลนี้ไม่ใช่เพียงการพยากรณ์เท่านั้น ยังมีประเด็นปัญหาอยู่ตรงที่ผ่านมาประเทศไทยมองปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำเป็นเรื่องเฉพาะงานวิศวกรหรือวิศวกรรม
มาถึงวันนี้กลับพบว่าเรื่องการบริหารจัดการน้ำไม่ใช่เรื่องของนักวิศวกรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลากหลายสาขาต้องผสมผสานเข้าด้วยกัน ที่จะต้องตอบโจทย์แบบจำลองเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำ พัฒนาและประยุกต์ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อช่วยในการบริหารจัดการน้ำ เช่น คำนวณปริมาณน้ำท่า อัตราการไหลของน้ำ และบ่งชี้บริเวณที่เกิดน้ำท่วมล้นตลิ่ง และใช้ข้อมูลดังกล่าวร่วมกันกับข้อมูลอื่นในการวางแผนระบายน้ำ จัดสรรน้ำ หรือสำรองน้ำ เป็นต้น
“ไม่ว่าการพยากรณ์อากาศหรือการไหลของน้ำ จำเป็นต้องมีความรู้ด้านฟิสิกส์ นักคอมพิวเตอร์ นักคณิตศาสตร์มาร่วมมือกับวิศวกร ซึ่งการบริหารจัดการน้ำจะต้องมีการนำความรู้หลายสาขามาร่วมกันทำงาน แต่ที่แล้วมาไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก ดังนั้นสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร หรือ สสนก. พัฒนาขึ้นมาได้เพราะว่าสถาบันมีทั้งนักวิศวกร นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ และนักคอมพิวเตอร์” รอยล กล่าว
การบริหารจัดการน้ำมักจะกล่าวถึงแต่เรื่องวิศวกรรม ซึ่งจริงๆ แล้วมีหลายศาสตร์ แต่ที่ผ่านมาเราใช้วิศวกรรมอย่างเดียว ซึ่งการบริหารจัดการต้องมีข้อมูลใหม่ๆ เช่น ระบบเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และที่ผ่านมาได้ใช้วิศวกรรมมากเกินไป ทำให้ศาสตร์หรือความรู้มีไม่ครบ ไม่มีนักคอมพิวเตอร์ นักคณิตศาสตร์ หรือนักฟิสิกส์มาช่วยบูรณาการความรู้ ดังนั้นพอมีข้อมูลข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้วเสร็จถามว่าใครจะวิเคราะห์ต่อ และใครจะมาสร้างระบบที่จะมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำสมัยใหม่
“วันนี้เรามีเขื่อนมากมายไม่ใช่แค่มีเพียงเขื่อนเดียว เช่น แค่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะต้องบริหารจัดการน้ำกี่เขื่อน เช่น เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนนเรศวร เขื่อนแควน้อย และยิ่งในงบประมาณ 3 แสนล้านบาท กำลังจะมีเขื่อนใหม่เกิดขึ้นอีก และการบริหารจัดการต่อไปจะซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะว่าโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้น ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะสภาพอากาศก็เปลี่ยนไปด้วย จะใช้สูตรเดิมในการพยากรณ์ไม่ได้อีกแล้ว” รอยล กล่าว
ต้องพัฒนา"คน"รองรับเทคโนโลยี
สิ่งที่รอยลให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างความมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่จะเข้ามาร่วมบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอีกวิธีการหนึ่งคือ “การพัฒนาคน” อยากให้มีการบรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการจัดการสารสนเทศทรัพยากรน้ำไว้ในสถาบันการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรบุคคลรองรับกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่นับวันจะรุนแรงขึ้น
รอยล กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในการบริหารจัดการน้ำ คือ การพัฒนาบุคลากรรองรับเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำมาใช้บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรด้านการบริหารจัดการน้ำ เพราะว่าการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ สิ่งที่จะต้องพัฒนาอันดับแรก คือ ทรัพยากรมนุษย์ เพราะว่าการพัฒนาคนใช้เงินน้อยที่สุด และได้ผลมากกว่าอย่างอื่น
“ถามว่าทำไมการพัฒนาคนถึงได้ผลมากกว่าอย่างอื่น เพราะเราลงทุนเพียงการทำหรือบรรจุหลักสูตรการบริหารจัดการน้ำไว้ในการเรียนการสอนเท่านั้น สิ่งที่อยากเห็นโดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทหรือปริญญาเอก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนแบบนี้
ขณะที่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องการบุคลากรเหล่านี้ ยิ่งในปัจจุบันวิธีการหรือเทคโนโลยียังจำเป็นต้องใช้สถิติมาพยากรณ์ เพราะนี่คือหัวใจสำคัญในการรับมือกับสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงไป” รอยล กล่าว
แม้ขณะนี้ สสนก.จะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากนักในการกำหนดนโยบาย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบายหรือแม้แต่การเข้าไปดูแลโมดูลนี้ก็ตาม แต่หากมีการบรรจุหลักสูตรการบริหารจัดการน้ำเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลจะเป็นผู้ให้คำตอบ ขณะที่ สสนก.เป็นส่วนราชการ พร้อมให้การสนับสนุนองค์ความรู้ทางเทคนิคได้ หรือข้อมูลและประสบการณ์ที่เคยมีมาได้เท่านั้น
วันนี้มีคำถามว่าจะมีการจัดเตรียมบุคลากรอย่างไร หรือจะมีหลักสูตรการศึกษาอย่างไร เพื่อที่จะเตรียมคนรองรับหรือการพัฒนากำลังคน แม้จะเข้าใจเท่าที่ทราบคือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กำลังเตรียมแผนงานการจัดทำหลักสูตรดังกล่าวอยู่ก็ตาม เพื่อจะผลักดันเรื่องนี้ที่จะให้มีการเรียนการสอนในระดับสถาบันศึกษาไว้รองรับ ดังนั้นการจะริเริ่มที่มหาวิทยาลัยได้นั้น ต้องได้รับการสนับสนุนอันสำคัญจากรัฐบาลที่จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นและชี้ทิศทาง เพราะรัฐบาลมีอำนาจตัดสินใจและมีงบประมาณอยู่ในมือ







