
ทุกคนต้องช่วยกันรักษาป่า
การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เป็นปัญหาอมตะมาอย่างยาวนาน เมื่อภาครัฐเอาจริงเอาจังก็เป็นข่าวเป็นคราวขึ้นมาครั้งหนึ่งและก็มักจะเงียบหายไป
การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เป็นปัญหาอมตะมาอย่างยาวนาน เมื่อภาครัฐเอาจริงเอาจังก็เป็นข่าวเป็นคราวขึ้นมาครั้งหนึ่งและก็มักจะเงียบหายไป เมื่อเร็วๆ นี้ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงได้จัดเสวนาหัวข้อ “ปัญหารีสอร์ตบุกรุกอุทยานแห่งชาติ จะมีแนวโน้มการแก้ไขอย่างไร” ขึ้นเพื่อสะท้อนสภาพปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ
เทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ระบุว่า ที่ผ่านมาได้จับกุมผู้บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน (วังน้ำเขียว) ดำเนินคดีไปทั้งสิ้น 429 คดี ในจำนวนนี้ศาลได้ออกคำสั่งให้ผู้ที่บุกรุกรื้อถอดสิ่งปลูกสร้างไปแล้ว 50 คดี และ 27 คดี ได้รื้อถอนออกไปแล้ว นอกจากนั้นอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลอีกว่า 300 คดี
อย่างไรก็ตาม ยังมีการบุกรุกพื้นที่ต่อเนื่อง รวมถึงผู้บุกรุกไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกตามคำสั่งศาล
“เจ้าหน้าที่ต้องต่อสู้กับอำนาจเงินและเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกันเอง” เจ้าหน้าที่รัฐสะท้อน
ภาควิชาการ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์นิติศาสตร์ มธ. ระบุว่า หลักเกณฑ์ในการใช้แก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติต้องแบ่งแยกผู้บุกรุกพื้นที่ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่อยู่มาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่เขตอุทยาน 2.กลุ่มที่เข้ามาอยู่ทีหลังการประกาศเป็นพื้นที่เขตอุทยาน ซึ่งหากมีการแยกแยะแล้วต้องกำหนดเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด
ในทางปฏิบัติปัญหาคือชาวบ้านอ้างว่ามีการเข้ามาอยู่ตั้งแต่ก่อนมีการประกาศเป็นพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ ขณะเดียวกันมีช่องว่างที่ทำให้กลุ่มนายทุนเข้ามากว้านซื้อพื้นที่จากชาวบ้านทำธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นความผิด เพราะถึงแม้นายทุนจะอ้างซื้อพื้นที่มาจากชาวบ้านอย่างถูกต้อง แต่เมื่อเป็นพื้นที่เขตอุทยานก็หลีกเลี่ยงความผิดไม่ได้
ในฐานะหัวหอกการปฏิบัติ ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ฉายภาพว่า การใช้ “ทับลานโมเดล” ในการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกอุทยานในช่วงที่ผ่านมาเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ภาครัฐอาจไม่มีงบประมาณดำเนินการเพียงพอ นอกจากนี้ระดับการปฏิบัติงาน หรือการดำเนินคดีก็ยังมีปัญหาอยู่มาก
อีกมุมมองจาก วันชัย อรุณประภารัตน์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สะท้อนว่า มีพื้นที่อุทยานแห่งชาติถึง 1.39 ล้านไร่ แต่มีเจ้าหน้าที่เพียงแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้น เทียบเป็นอัตราส่วนแล้ว เจ้าหน้าที่ 24 คนต้องดูแลพื้นที่กว่าหมื่นไร่ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อต้องศึกษากฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดด้วยแล้วทำให้การทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ป่าไม่ราบรื่นนัก
“ต้องมีหน่วยงานโดยตรงเข้ามารับผิดชอบดูแล ช่วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในเรื่องของการดำเนินคดีกับผู้บุกรุก มากกว่าที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้จะต้องเป็นผู้ที่มาทำเอง” วันชัย ระบุ
อย่างไรก็ตาม วันชัยได้สรุปถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น 4 ลักษณะ 1.เกิดจากปัญหาเชิงนโยบาย 2.ปัญหาการบริหารจัดการภายในองค์กร 3.ปัญหาที่ดินป่าไม้ 4.ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ โดยขยายความว่า ปัญหาเชิงนโยบายนั้น อาจจะมีการขัดแย้งกันเองระหว่างนโยบายของรัฐกับกฎหมาย เช่น การเข้าอยู่ก่อนประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติให้ถือว่าไม่มีความผิด ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความคลุมเครืออยู่มาก
เรื่องการแทรกแซงทางการเมืองก็มี เช่น การแบ่งแยกกรมเป็น 2 กรม ระหว่างกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แต่ในทางกฎหมายกลับให้ใช้คำเรียกโดยรวมว่า “กรมป่าไม้” บวกกับภาครัฐส่งเสริมนโยบายการปลูกพืชเกษตร นโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือความพยายามในการที่จะเปลี่ยนแปลงเอกสารสิทธิเพื่อหวังผลทางการเมือง เช่น โฉนดชุมชน การสอบสวนพิสูจน์สิทธิในการถือครองที่ดินของรัฐ รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวมากกว่าการอนุรักษ์ป่า
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทางภาครัฐจะต้องดำเนินการแก้ไข
อย่างไรก็ตาม คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ย้ำว่า นอกจากเป็นหน้าที่ภาครัฐแล้วภาคประชาชนเองก็มีส่วนสำคัญที่จะแสดงพลังเพื่อจะรักษาและดำรงไว้ซึ่งทรัพยากรทางธรรมชาติของประเทศ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่จะต้องสนับสนุนกลุ่มคนที่ทำงานอนุรักษ์และต่อต้านหรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับท่าทีที่ไม่เป็นธรรม
เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ป่าของประเทศเหลืออยู่เพียงแค่ 29% เท่านั้น จากเมื่อ 40-50 ปี ก่อนที่มีอยู่ถึง 60% และมีแนวโน้มว่าพื้นที่ป่าไม้ของประเทศจะลดลงหายไปถึงปีละ 1%







