posttoday
พระผู้แสดงธรรม ได้วิจิตร (7)

พระผู้แสดงธรรม ได้วิจิตร (7)

02 มิถุนายน 2556

ท่านผู้อ่านที่เคารพ MQ ได้นำเอาเรื่องของพระกุมารกัสสปะ ซึ่งได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ

ท่านผู้อ่านที่เคารพ MQ ได้นำเอาเรื่องของพระกุมารกัสสปะ ซึ่งได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายในด้าน “แสดงธรรมได้วิจิตร” มาคุยกัน 6 ตอนแล้ว วันนี้ขอนำเรื่องที่เกี่ยวกับการแสดงธรรมของท่านโดยตรงมาคุยกันต่อ ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องการโต้ตอบระหว่างท่านพระกุมารกัสสปะกับพระเจ้าปายาสิผู้มีความเห็นผิด ไม่เชื่อว่าบุญบาปมีผล เป็นต้น พระกุมารกัสสปะสามารถตอบคำถามและแสดงธรรม ประกอบด้วยการยกตัวอย่างอุปมาอุปไมยได้ดีเยี่ยม จนทำให้พระเจ้าปายาสิยอมรับและเข้าใจถูกต้องได้ ความมีต่อ โดยย่อดังนี้...

พระเจ้าปายาสิ : เรื่องอื่นที่ทำให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุด เกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี เมื่อราชบุรุษของข้าพเจ้าจับโจรผู้ประพฤติชั่วหยาบมามอบต่อข้าพเจ้าเพื่อตัดสินลงโทษ ข้าพเจ้าจึงให้เชือดผิวหนังของบุรุษนี้ บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นบ้าง พวกเขาเชือดผิวหนังของบุรุษนั้นพวก เรามิได้เห็นชีวะของเขาเลย ข้าพเจ้าจึงบอกบุรุษพวกนั้นว่า พวกท่านจงเชือดหนัง เฉือนเนื้อ ตัดเอ็น ตัดกระดูก ตัดเยื่อในกระดูกของบุรุษนี้ บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้น พวกเขาตัดเยื่อในกระดูกของบุรุษนั้น พวกเรามิได้เห็นชีวะของเขาเลย

พระกุมารกัสสปะ : อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร ชฎิล (นักบวชบูชาไฟ) ผู้บำเรอไฟผู้หนึ่ง อยู่ในกุฎี ณ ที่ชายป่า วันหนึ่งมีหมู่เกวียนหมู่หนึ่งมาพักอยู่ใกล้อาศรม รุ่งขึ้นจึงเดินทางต่อไป ชฎิลผู้นั้นคิดขึ้นว่า เราควรจะเข้าไปในที่หมู่เกวียนนั้นพัก บางทีจะได้เครื่องอุปกรณ์อะไรในที่นั้น ชฎิลเข้าไปยังที่นั้นได้เห็นเด็กอ่อนโดนเขาทิ้งนอนอยู่ เกิดสงสารจึงได้นำมาเลี้ยงไว้จนโตอายุย่างเข้า 10 ขวบ หรือ 12 ปี วันหนึ่งชฎิลมีธุระบางอย่างในชนบท จึงได้บอกทารกว่าตนจะไปยังชนบท ทารกเจ้าพึงบำเรอไฟ อย่าให้ไฟดับ ถ้าไฟดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟแล้วบำเรอไฟเถิด เขาสั่งทารกนั้นอย่างนี้แล้วไปยังชนบท เมื่อทารกนั้นมัวเล่นเสีย ไฟดับ ทารกนั้นนึกขึ้นได้ว่า บิดาได้บอกเราไว้ให้บำเรอไฟ อย่าให้ไฟดับ ถ้าว่าไฟดับเจ้าพึงก่อไฟเถิด ทารกนั้นจึงเอามีดถากไม้สีไฟ ด้วยเข้าใจว่า บางทีจะพบไฟบ้าง เขาไม่พบไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น 2 ซีก แล้วผ่าออกเป็น 3 ซีก 4 ซีก 5 ซีก 10 ซีก 20 ซีก แล้วเกรียกให้เป็นชิ้นเล็กๆ ครั้นแล้วจึงโขลกในครก ครั้นโขลกแล้วจึงโปรยในที่มีลมมาก เข้าใจว่าจะพบไฟบ้าง เขาไม่พบไฟเลย

เมื่อชฎิลทำธุระในชนบทเสร็จแล้วกลับมา ได้กล่าวกะทารกว่า พ่อ ไฟของเจ้าดับเสียแล้วหรือ ทารกนั้นตอบว่า ขอประทานโทษเถิด กระผมมัวเล่นเสีย ไฟจึงดับ กระผมจึงทำอย่างนี้ๆ แต่กระผมไม่พบไฟเลย ชฎิลผู้บำเรอไฟนั้นได้มีความคิดว่า ทารกนี้ช่างโง่เหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม จักแสวงหาไฟโดยไม่ถูกทางได้อย่างไรกัน เมื่อทารกนั้นกำลังมองดูอยู่ ชฎิลนั้นหยิบไม้สีไฟมาสีให้เกิดไฟ แล้วได้บอกทารกนั้นว่าเขาติดไฟกันอย่างนี้ ไม่เหมือนอย่างเจ้าซึ่งยังเขลา ไม่เฉียบแหลม แสวงหาไฟโดยไม่ถูกทาง บพิตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังทรงเขลาไม่เฉียบแหลมทรงแสวงหาปรโลกโดยไม่ถูกทาง ขอบพิตรจงทรงเปลี่ยนความคิดที่ผิดนั้นเสียเถิด

พระเจ้าปายาสิ : ท่านกัสสปะกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้นข้าพเจ้ายังไม่อาจจะเปลี่ยนความคิดที่ผิดนี้เสียได้ ก็เพราะพระราชาทั้งหลายทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า มีทิฐิเชื่อว่าโลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ถ้าข้าพเจ้าเปลี่ยนความคิดนี้เสียก็จักมีผู้ว่าข้าพเจ้าได้ว่า ช่างโง่เขลาเหลือเกิน เชื่อในสิ่งที่ผิดมาโดยตลอด ข้าพเจ้าก็จักคงความเชื่อนั้นไว้

พระกุมารกัสสปะ : ถ้าเช่นนั้นอาตมภาพจักยกอุปมาถวาย พ่อค้าเกวียนหมู่ใหญ่มีเกวียนประมาณพันเล่มเดินทางไกลไปยังชนบท เสบียงก็หมดไปโดยรวดเร็ว ในหมู่นั้นมีนายกองเกวียน 2 คน ได้ปรึกษากันว่า ถ้ารวมกันอยู่เสบียงก็จะหมดเปลืองไปโดยรวดเร็ว พวกเราควรจะแยกออกเป็น 2 หมู่ หมู่ละ 500 เล่ม แล้วแยกกันเดินทาง พ่อค้าเกวียนก็ทำดังนั้น นายกองเกวียนคนแรกออกหมู่เกวียนไปก่อน เมื่อขับไปได้สองสามวัน ได้เห็นบุรุษผิวดำ นัยน์ตาแดง ผูกสอดแล่งธนู ทัดดอกกุมุท มีผ้าเปียก ผมเปียก แล่นรถอันงดงามมีล้อเปื้อนตมสวนทางมา จึงได้ถามขึ้นว่า ในหนทางข้างหน้าฝนตกมากหรืออย่างนั้นท่าน ในหนทางมีน้ำบริบูรณ์ หญ้า ฟืน และน้ำมีมาก พวกท่านจงทิ้งเสบียงของเก่าเสียเถิดเกวียนจะได้เบาจะไปได้รวดเร็ว วัวเทียมเกวียนก็ไม่ลำบาก นายกองเกวียนจึงได้ทิ้งเสบียงของเก่าขับหมู่เกวียนไปตลอดทางที่ผ่านไปก็หาเสียงหาน้ำมิได้ถึงความวอดวายด้วยกันทั้งหมด

เมื่อนายกองเกวียนพวกที่สองรู้สึกว่า บัดนี้หมู่เกวียนแรกนั้นออกไปนานแล้ว จึงบรรทุกเสบียงและน้ำไปเป็นอันมาก แล้วขับหมู่เกวียนไป เมื่อขับไปได้สองสามวัน ก็เห็นบุรุษ ผิวดำ นัยน์ตาแดง ผูกสอดแล่ง ธนู ทัดดอกกุมุท มีผ้าเปียก ผมเปียก แล่นรถอันงดงามมีล้อ เปื้อนตมสวนทางมาจึงถามขึ้นเช่นกับที่นายกองเกวียนหมู่แรกถาม และก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกัน นายกองเกวียนที่สองคิดว่า บุรุษนี้มิใช่มิตรมิใช่ญาติของพวกเราจะเชื่อบุรุษนี้ได้อย่างไร เราไม่ควรทิ้งเสบียงของเก่าเสียแล้วขับเกวียนไปพร้อมทั้งสิ่งของตามที่ได้นำมา พวกเกวียนเหล่านั้นก็ได้เห็นหมู่เกวียนที่ได้ถึงความวอดวายเท่านั้น นายกองเกวียนเรียกพวกเกวียนมาบอกว่า นี้คือหมู่เกวียนนั้นได้ถึงแก่ความวอดวายแล้ว เพราะนายกองเกวียนนั้นเป็นคนโง่เขลา ในหมู่เกวียนของพวกเรา สิ่งของชนิดใดมีสาระน้อยจงทิ้งเสีย สิ่งของชนิดใดมีสาระมากจงขนเอาไปเถิด พวกเกวียนรับคำแล้วจึงทิ้งสิ่งของชนิดมีสาระน้อยในเกวียนของตน ตนขนเอาไปแต่สิ่งของมีสาระมาก ข้ามทางกันดารนั้นไปได้โดยสวัสดี ทั้งนี้เพราะนายกองเกวียนนั้นเป็นคนฉลาด บพิตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังทรงเขลาไม่เฉียบแหลมทรงแสวงหาปรโลกโดยไม่ถูกทาง จักถึงความวอดวายเหมือนบุรุษนายกองเกวียนฉะนั้น ชนเหล่าใดสำคัญผิดคิดว่าทิฐิของบพิตรเป็นสิ่งที่ควรฟัง ควรเชื่อถือ ชนเหล่านั้นก็จักถึงความวอดวาย เหมือนพ่อค้าเกวียนพวกนั้น

ความยังมีต่อตอนจบในอาทิตย์หน้า...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท