
ทีโออาณ์ผิด ร้ายกว่าคอร์รัปชัน
เข้าโค้งสุดท้ายการตัดสินโครงการบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาท ที่จะประกาศผลในวันที่ 11 มิ.ย.นี้
โดย...ปริญญา ชูเลขา
เข้าโค้งสุดท้ายการตัดสินโครงการบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาท ที่จะประกาศผลในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ โครงการนี้มีบริษัทที่เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการน้ำชื่อดังก้องโลกเข้าแข่งขันวันนี้คัดเหลือเพียง 4 กลุ่มบริษัทที่เข้ารอบชิงดำในแผนงาน 9 โมดูล เนื่องจากโครงการนี้ใช้งบประมาณเงินกู้จำนวนมหาศาลและผูกพันภาระหนี้ยาวนาน จึงเกิดข้อเป็นห่วงจะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอย่างโครงการโฮปเวลล์ เสายักษ์ปักร้างเรียงรายทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวริมทางถนนวิภาวดีรังสิตมานานเกือบ 30 ปี หรือโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เป็นโรงบำบัดน้ำเสียที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ลงทุนไปแล้วกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท แต่ใช้งานไม่ได้ เป็นต้น
โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร หรือ สสนก. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อดีตกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ. ที่ลาออกไป คือหนึ่งในคณะผู้เขียนแบบกรอบแนวคิด หรือ Conceptual Plan ตั้งแต่เริ่มต้น
“ทีโออาร์ผิดร้ายยิ่งกว่าคอร์รัปชัน อย่างโครงการโฮปเวลล์ หรือโครงการคลองด่าน ล้มเหลวเพราะเขียนทีโออาร์ผิด แม้โครงการสนามบินสุวรรณภูมิที่ว่ากันว่ามีคอร์รัปชัน แต่ทีโออาร์ถูก โครงการยังแล้วเสร็จใช้งานได้ แต่ทีโออาร์ผิดทั้งคอร์รัปชันและใช้งานไม่ได้” รอยล กล่าว
รอยล กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญในการวางระบบบริหารจัดการน้ำในภาพรวม ต้องพิจารณาองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งและรอบคอบ อย่างเช่น ทั้งประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้หรือจีน ต้องมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์มาประกอบการตัดสินใจ เพราะทุกประเทศผ่านประสบการณ์เหตุการณ์มหาอุทกภัยมาด้วยกันทั้งสิ้น และมีผลงานการบริหารจัดการน้ำฝากไว้ให้เห็นกันอยู่ในประเทศไทย
อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นมีระบบการจัดรูปที่ดี กล่าวคือ ประเทศญี่ปุ่นมีพื้นที่คิดเป็นเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 70% เป็นพื้นที่ป่า ขณะที่ประชากรชาวญี่ปุ่นมีมากกว่าประเทศไทย นั่นหมายความว่า การใช้ประโยชน์ที่ดินและการกักเก็บน้ำดี ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าเหลือแค่ 20% จำนวนประชากรคนไทยน้อยกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ แต่ประเทศไทยมีพื้นที่ที่ใหญ่กว่า มีแหล่งเก็บน้ำมากกว่าญี่ปุ่น 2 เท่า ขณะที่เชิงเปอร์เซ็นต์ปริมาณน้ำฝนประเทศญี่ปุ่นมีมากกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำ แต่ประเทศญี่ปุ่นบริหารจัดการน้ำได้ดีกว่า
ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที ความรู้ด้านนี้ประเทศเกาหลีเก่งมาก ซึ่งการบริหารจัดการน้ำของประเทศเกาหลีบริหารจัดการโดยเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ หรือโมเดลที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นของกลุ่มประเทศยุโรป หรือการทำแบบจำลองต่างๆ ก็ใช้ของกลุ่มประเทศยุโรป ขณะที่จีนก็ใช้เทคโนโลยีของกลุ่มประเทศยุโรปเช่นกัน
แต่ถ้าทั้งรูปแบบการบริหารองค์รวม ญี่ปุ่นดีกว่าเพราะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในการพิจารณาก็ต้องพิจารณาแต่ละจุดเด่นของแต่ละประเทศประกอบด้วย ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่น เกาหลีเด่นเรื่องอะไร จีนเด่นเรื่องอะไร หรือญี่ปุ่นเด่นเรื่องอะไร ทำไมถึงบริหารจัดการน้ำได้ ตัวอย่างเช่น การบริหารจัดการน้ำ หรือการแก้ปัญหาน้ำท่วมของประเทศเกาหลีใต้ รัฐบาลทำทางน้ำให้น้ำผ่านเมืองหลวง คือ กรุงโซล ลงปากอ่าวได้ 2.การจัดรูปที่ดิน หรือ Land Use มีความชัดเจนว่าประเทศญี่ปุ่นบริหารจัดการได้ดี หรือ 3.เทคโนโลยีการพยากรณ์ เป็นต้น
“วันนี้เราต้องพิจารณาผลงานที่แต่ละประเทศเคยมาลงทุนก่อสร้างไว้ที่ประเทศไทยด้วย เช่น ประเทศจีน เคยมาดำเนินการโครงการปากพนัง ณ วันนี้จะต้องไปดูว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ หรือโครงการโรงไฟฟ้าขนอม ที่ประเทศเกาหลีเคยมาลงทุนก่อสร้างไว้เป็นอย่างไร”
รอยล บอกว่า หัวใจการบริหารจัดการน้ำ คือ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีอยู่ประมาณ 80% สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่นอกเขตชลประทานอยู่ที่ประมาณ 94% ภาคเหนือที่ถือเป็นพื้นที่ต้นน้ำมีพื้นที่นอกเขตชลประทานอยู่ที่ประมาณ 87%
อย่างไรก็ตาม ในการบริหารจัดการน้ำต้องดำเนินการทั้งในส่วนในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทานด้วย เนื่องจากวันนี้เราได้เรียนรู้จากประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศสหรัฐอเมริกาหันมาบูรณาการการใช้ข้อมูลเสร็จในปี 2012 เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีขึ้น จากนั้นจะนำข้อมูลที่บูรณาการได้มาพยากรณ์ให้ดีขึ้น เช่น การพยากรณ์อากาศ การพยากรณ์การไหลของน้ำในแม่น้ำหรือฝาย เป็นต้น
แต่ยอมรับว่าวันนี้เราเข้าใจการพยากรณ์การไหลของน้ำนอกเขตชลประทาน หรือการบริหารน้ำท่าน้อยมาก ที่ผ่านมามีเพียงกรมป่าไม้และกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นฝ่ายดูแลการพยากรณ์น้ำหลาก ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือปัญหาน้ำหลากขึ้นมาเมื่อไร ทุกครั้งที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจควบคุมได้ ผลสุดท้ายก็เห็นอย่างประสบการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปลายปี 2554 ที่ผ่านมา
แต่ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำยังเป็นแบบเดิม คือ กลับมาตั้งเป้าการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ในเขตชลประทานที่มีพื้นที่อยู่เพียง 20% หรือการบริหารจัดการน้ำในเขตชลประทาน โดยยังไม่มีความเข้าใจงานการบริหารจัดการน้ำหลากที่ดีพอ
อย่างที่กล่าวที่ผ่านมามีเพียงกรมป่าไม้ หรือกรมทรัพยากรธรณีเคยทำไว้ในอดีต อาจจะกล่าวย้ำอีกครั้งว่าการบริหารจัดการน้ำที่มีน้ำในพื้นที่ 80% ของพื้นที่คือ นอกเขตชลประทาน ควรดำเนินการในส่วนนี้เพราะจะเป็นการบริหารจัดการที่ง่ายกว่า แต่ที่ผ่านมาเรากลับบริหารจัดการน้ำในพื้นที่แค่ 20% เท่านั้น
การบริหารจัดการน้ำนอกเขตชลประทาน คือ การทำแผนที่เพื่อนำไปสู่การจัดทำโซนนิง หรือการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือ Land Use จากการทำแผนที่ใหม่ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ถูกต้องครบถ้วนและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การทำแบบจำลองของน้ำหลากได้
“แผนที่ละเอียดพอที่จะทำหรือไม่ ถ้าแผนที่ไม่ละเอียดก็ทำไม่ได้ แม้แต่จะทำฟลัดเวย์ก็ตาม ลองอ่านสเปกในโมดูล A2 B2 ในความละเอียดขนาดนั้นจะทำได้หรือไม่ ค่าความผิดพลาดระดับนั้นจะทำได้หรือไม่ เรื่องเทคนิคแม้ไม่ได้จบวิศวะ แต่ผมจบคณิตศาสตร์ ผมก็ทราบดี”
แต่ที่แล้วมาเราทำแบบจำลองน้ำไหล คือ น้ำในแม่น้ำ แต่แบบจำลองน้ำหลากไม่ค่อยได้ใส่ใจกัน โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานในยามที่ฝนตกก่อนที่กระแสน้ำจะไหลลงในแม่น้ำ ห้วย หนอง คูคลองหนองบึงต่างๆ
สิ่งสำคัญคือ จะต้องมีข้อมูลการไหลของน้ำเป็นอย่างไร สภาพดินแบบไหน สภาพดินลาดหรือดินชัน น้ำไหลได้เท่าไรอย่างไร หรือสภาพดินแบบไหนรับหรือซึมซับน้ำได้ดีเท่าไรอย่างไร ดังนั้นความรู้เกี่ยวกับแผนที่ไม่ใช่การประเมินน้ำไหลในแม่น้ำลำคลองที่อยู่ในระบบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ณ วันนี้หากเกิดน้ำท่วมจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องถามด้วยซ้ำ กลไกในการจัดการพื้นที่มีสิ่งสำคัญคือ การปลูกป่า การจัดรูปที่ดิน และการดูแลคูคลองตามธรรมชาติที่อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งตอนนี้ลำน้ำคูคลองต่างๆ หายไปตลอด ไม่ใช่แค่การรุกล้ำเท่านั้น แต่เนื่องจากเกิดปัญหาเกี่ยวกับการสะสมตะกอนดิน สิ่งที่จะต้องดูแลคือ ต้องไม่ให้มีตะกอนสะสมเด็ดขาด ซึ่งการขุดลอกคูคลองจะต้องทำอย่างถูกวิธี แต่การขุดลอกคูคลองเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ
“ถ้าวันนี้ไม่มีการบริหารจัดการพื้นที่ 87% น้ำก็วิ่งเข้ามาในระบบเต็มๆ มีอย่างเดียวคือระบายทิ้ง แต่ถ้าจัดการน้ำนอกเขตชลประทานได้แล้ว น้ำที่จะลงมาในเขื่อนก็น้อยลง เราก็ไม่ต้องระบายทิ้ง และแน่นอนถ้าไม่ทำใน 87% ก็จะเป็นเหมือนอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
การตั้งเป้าหมายระบบที่ยั่งยืน คำว่ายั่งยืนจะต้องยั่งยืนในระบบชลประทานเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นอกเขตชลประทานด้วย ต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้ จะมัวรอให้น้ำเข้ามาแล้วจะไปจัดการได้อย่างไร จะต้องดำเนินการก่อนน้ำจะเข้ามา อย่างวันนี้เรายังไม่ยอมให้คลองผ่านเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน ต้องมีการจัดการน้ำก่อนที่น้ำจะเข้ากรุงเทพฯ ก็เหมือนกันทำไมเราไม่บริหารจัดการน้ำก่อนที่น้ำจะลงแม่น้ำหรือเขื่อน”







