
โกหกสีดำ
ตั้งแต่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้กล่าวยอมรับว่าได้กระทำการ โกหกสีขาว หรือ ที่ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า White lie ในเรื่องของตัวเลขการส่งออกเมื่อปี 2555
ตั้งแต่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้กล่าวยอมรับว่าได้กระทำการ โกหกสีขาว หรือ ที่ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า White lie ในเรื่องของตัวเลขการส่งออกเมื่อปี 2555 ก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมเรื่องความน่าเชื่อถือในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่น้อย และคำพูดของรองนายกฯ และ รมว.คลัง ถูกจับตามองว่าเป็นเรื่องจริง หรือ โกหกสีขาวแบบเนียนๆ อีก
หลังจากพฤติกรรมโกหกสีขาวของรัฐบาลเกิดขึ้น ดูเหมือนภาพลักษณ์ของรัฐบาลจะเสียหายไปมาก และยังไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ล่าสุดก็เกิดเหตุอีก เมื่อตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจที่สำคัญคือตัวเลขการส่งออกในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทางกระทรวงพาณิชย์ประกาศว่าการส่งออกขยายตัว 10.52% คิดเป็นมูลค่ากว่า 18,698 ล้านเหรียญสหรัฐ มีความผิดพลาดจากความคลาดเคลื่อนในระบบบันทึกข้อมูลของกรมศุลกากร ทำให้ตัวเลขการส่งออกสูงเกินจริง โดยข้อเท็จจริงการส่งออกขยายตัวเพียง 2.89% คิดเป็นมูลค่า 2,177 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้น
นี่ยังไม่ได้พาดพิงไปถึงข้อมูลของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่แถลงตัวเลขเศรษฐกิจ ด้านการบริโภคเอกชน สินเชื่ออุปโภคและบริโภค และตัวเลขการลงทุนที่ออกมาต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เก็บข้อมูลมา
ดูเหมือนเรื่องความคลาดเคลื่อนของตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องเล็กในสายตาของรัฐบาล เพราะนายกิตติรัตน์ผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ มองว่า ตัวเลขที่ผิดแค่นี้ไม่ทำให้เศรษฐกิจพัง เนื่องจากการนำตัวเลขสถิติไปใช้จะนำไปใช้รายไตรมาส ไม่ใช่รายเดือน
แต่นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างปัญหากับระบบการพยากรณ์เศรษฐกิจและการทำแผนธุรกิจของภาคเอกชน เพราะหากสมมติฐานผิด การวางแผน วางกลยุทธ์ทางธุรกิจก็จะไปผิดทิศทาง แทนที่จะกำไรกลายเป็นขาดทุน
เสียงจากภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าไทย เห็นว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ผิดพลาดนี้ มีผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เพราะตัวเลขนี้มีการนำไปใช้ต่อและเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลไม่น่าจะผิดบ่อย
ตัวเลขการส่งออกที่ผิดเพี้ยนนี้ ได้ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินการคลังของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวนมาก ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าจากเงินไหลเข้ามาเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดตราสารหนี้ ที่เห็นชัดเจนคือการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของ ธปท. ที่ควรจะต้องลดดอกเบี้ยเร็วกว่านี้ หากเห็นว่าเกิดความผิดปกติของการส่งออก ทาง ธปท.คงไม่ยืนกรานที่จะไม่มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินนัดพิเศษ
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง อาจจะต้องใช้มาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าเร็วกว่านี้ เพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงให้เร็วขึ้น แต่ทุกสิ่งก็ผ่านไปและเกิดความเสียหายกับผู้ประกอบการบางส่วนที่ได้รับการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไปแล้ว ความเสียหายนี้จะมีใครออกมารับผิดชอบ







