
ก้าวต่อไปหลังไทยลดดอกเบี้ย
เป็นประเด็นที่สำนักข่าวต่างประเทศให้การจับตาอย่างใกล้ชิด สำหรับนโยบายการหั่นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุด
เป็นประเด็นที่สำนักข่าวต่างประเทศให้การจับตาอย่างใกล้ชิด สำหรับนโยบายการหั่นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุด เว็บไซต์ไฟแนนเชียลไทมส์ ออกบทความวิเคราะห์ถึงแนวทางดังกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ไทยจะใช้มาตรการควบคุมทุนไหลเข้าเป็นก้าวต่อไป
เจค แมกซ์เวล วัตส์ ผู้เขียนเริ่มต้นอธิบายว่า การหั่นดอกเบี้ยเพื่อให้ค่าเงินอ่อนลง กลายเป็นแนวทางที่ประเทศในเอเชียไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตาม และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศล่าสุดที่ใช้นโยบายดังกล่าว โดยหั่นดอกเบี้ย จาก 2.75% เป็น 2.5% ต่อปี
นโยบายดังกล่าวเป็นผลพวงของการถกเถียงกันมานานระหว่าง ธปท. และกระทรวงการคลัง โดยที่ผ่านมารัฐมนตรีคลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง สนับสนุนการหั่นดอกเบี้ยขั้นต่ำ 0.5% โดยให้เหตุผลว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องจากเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไรส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ทำให้ภาคส่งออกประสบปัญหา
ทว่า ผู้ว่าการ ธปท. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเกรงว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำอาจทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อ และฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับคำเตือนก่อนหน้านี้ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
จุดยืนของ ธปท. ที่ลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% จึงเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะเห็นกระทรวงการคลังดำเนินมาตรการควบคุมทุนไหลเข้าตามมา หลังจากที่ ธปท.เคยเสนอไปเมื่อเดือนก่อน
ผู้เขียนระบุว่า ไม่ว่าไทยจะใช้มาตรการควบคุมทุนไหลเข้าตามมาหรือไม่ แต่การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ก็น่าจะส่งผลให้เกิดเสียงสะท้อนไปทั่วภูมิภาค ซึ่งต่างก็ได้รับผลกระทบเรื่องค่าเงินจากนโยบายอาเบะโนมิกส์ของญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน เช่น เกาหลีใต้และออสเตรเลีย
ทว่า ไฟแนนเชียลไทมส์ทิ้งท้ายว่า แม้ไทยจะใช้นโยบายควบคุมการไหลเวียนของเงินทุนต่างชาติ แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะประสบความสำเร็จในการปกป้องค่าเงินบาท เนื่องจากรัฐบาลไทยเคยใช้นโยบายดังกล่าวในปี 2553 และ 2549 ซึ่งปรากฏว่าแทบจะไม่ส่งผลต่อค่าเงินบาทเลย แต่ถึงแม้ว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจริง ก็อาจทำให้ประเทศอื่นในเอเชียต้องหันมาใช้นโยบายดังกล่าวเช่นกันเพื่อรักษาขีดความสามารถของตัวเอง ซึ่งจะกลายเป็นสงครามค่าเงินในภูมิภาคในที่สุด
ในขณะเดียวกัน เว็บไซต์การ์เดียนของอังกฤษรายงานข้อกล่าวหาของมูลนิธิความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (อีเจเอฟ) ที่มีต่อรัฐบาลไทย จากการละเลยปัญหาการค้าแรงงานทาสจากเมียนมาร์
รายงานของอีเจเอฟระบุว่า แรงงานจากประเทศเมียนมาร์ 15 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือถูกนำตัวออกจากเรือ ที่อยู่ในรายงานพิเศษของมูลนิธิ ล้วนอ้างว่าถูกหลอกโดยพ่อค้าแรงงานเถื่อน และถูกบังคับให้ทำงาน 20 ชั่วโมงต่อวันตลอดเดือนในช่วงหนึ่ง โดยแทบไม่ได้รับค่าตอบแทนในเรือจับกุ้งในภาคใต้ของไทย
นอกจากนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ยังถูกกักขัง และถูกทำร้ายร่างกายโดยลูกเรือในเรือ ซึ่งมีแรงงานชาวเมียนมาร์ 2 คนอ้างว่าพบเห็นเพื่อนของตนถูกทรมานและถูกสังหารไปกว่า 5 คน เนื่องจากพยายามหลบหนี นอกจากนี้ยังเสริมว่า มีตำรวจไทยซึ่งเป็นเจ้าของไร่ยางพาราได้รับผลประโยชน์จากการค้าแรงงานเถื่อนอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ ทางอีเจเอฟจึงร้องขอให้ลดระดับประเทศไทยในการจัดระดับปัญหาการค้ามนุษย์ของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ไปอยู่ระดับต่ำที่สุด ร่วมกับประเทศซิมบับเว ซาอุดีอาระเบีย และเยเมน ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยถูกจำกัดเงินช่วยเหลือจากสหรัฐ และเงินทุนจากธนาคารโลก







