
นโยบายเศรษฐกิจภายใต้เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน (ตอนที่ 2)
ในตอนที่แล้วผมฉายภาพเศรษฐกิจไทยว่าเริ่มมีสัญญาณของผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนจากอัตราการขยายตัวของจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ 1
ในตอนที่แล้วผมฉายภาพเศรษฐกิจไทยว่าเริ่มมีสัญญาณของผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสะท้อนจากอัตราการขยายตัวของจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2556 ที่แม้ว่าจะขยายตัวได้ 5.3% แต่ถือเป็นการชะลอตัวลง 2.2% หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล จนสภาพัฒน์ต้องตัดสินใจปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือ 4.25.2% จากเดิม 4.55.5%
ผมจึงประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ 3 ด้าน ได้แก่
(1) ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจในโลก (Quantitative Easing) ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินของประเทศนั้นอ่อนค่าลง เกิดภาวะเงินทุนไหลจากต่างประเทศที่มีดอกเบี้ยต่ำไปสู่ประเทศที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า
(2) สถานการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างช้าๆ
(3) เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเยนมีแนวโน้มที่จะส่งผลด้านลบต่อการไหลเข้าของเงินลงทุนทางตรงจากประเทศญี่ปุ่นและการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ขณะที่การดำเนินนโยบายผ่อนคลายในโลกส่งผลให้ประเทศไทยมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 1 มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าไทยสุทธิ 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 1.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 โดยที่การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนในตราสารภาครัฐ
ด้วยสาเหตุนี้ทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2556 ถึงปัจจุบัน แรกค่าเงินบาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นประมาณ 5.6% ซึ่งเป็นค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้ความสามารถทางการแข่งขันในการส่งออกของไทยลดลง ในไตรมาสแรกของปี 2556 การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 5.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพียง 4.5% อีกทั้งยังเป็นการขยายตัวจากฐานการขยายตัวที่ต่ำในไตรมาสแรกของปี 2555 ซึ่งเรายังคงต้องลุ้นกันต่อไปว่ามูลค่าการส่งออกไทยในปีนี้จะสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ 9% ได้หรือไม่
ผมอาจจะให้ภาพเศรษฐกิจไทยที่ดูน่ากลัวสักนิด แต่ผมยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะสามารถผ่าคลื่นมรสุมการเงินโลกไปได้ครับ ส่วนหนึ่งเพราะปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็น
(1) ภาวะเงินเฟ้อและการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2556 อยู่ที่ 2.9% อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.7% ของกำลังแรงงาน
(2) ฐานะทางการคลังอยู่ในระดับที่มั่นคง หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่เพียง 44.1% ของจีดีพี
(3) ฐานะทางการเงินและเสถียรภาพด้านต่างประเทศของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นปี 2555 อยู่ที่ 1.81 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 10.3 เท่า ของมูลค่านำเข้าเฉลี่ยในปี 2555 และคิดเป็น 3 เท่า ของมูลค่าหนี้สินต่างประเทศระยะสั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2555 เกินดุล 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 0.7% ของจีดีพี และในไตรมาสแรกของปี 2556 ประเทศไทยยังคงมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องที่ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ ภาคการผลิตและบริการหลายสาขาที่ยังมีศักยภาพ เช่น นักท่องเที่ยวในไตรมาสแรกของปี 2556 มีจำนวน 6.8 ล้านคน ขยายตัว 18.9% สร้างรายได้ 3.5 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 25.6%
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ดีพอควร แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่กล่าวข้างต้นก็คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดนะครับ ในตอนหน้าผมจะขอวิเคราะห์ว่าเราควรที่จะต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกอย่างไร







