posttoday
กระแสตีกลับ

กระแสตีกลับ

15 เมษายน 2553

....ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์

หลังจากฟัดกันจนฝุ่นคลุ้งไปหมด เวลานี้ฝุ่นเริ่มจางลงแล้ว

ลองลำดับเหตุการณ์ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาครั้งนี้ พบว่ามาจากการที่กลุ่ม นปช. ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจัดชุมนุมเรียกร้องเกินกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะก้าวล่วงสิทธิของคนอื่น ทำให้คนอื่นเดือดร้อน รำคาญ การใช้ชีวิตประจำวันไม่เป็นปกติสุข มีการปลุกปั่นให้คนไทยแตกแยก ลุกขึ้นสู้กัน เป็นการแสวงหาอำนาจโดยไม่คำนึงถึงกฎ กติกา มารยาท ความผิดความถูก ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ จนนำไปสู่คืนวันที่ 10 เม.ย. ที่มีผู้ใช้อาวุธสงครามยิงใส่ฝ่ายทหาร และมีประชาชนโดนลูกหลงจนบาดเจ็บล้มตายกันหลายคน นำไปสู่ข้อสรุปว่า การกระทำดังกล่าวมีพฤติกรรมเป็น “การก่อการร้าย” และเป็น “กบฏ” ตามกฎหมายอาญาไปแล้ว

รัฐบาลมีความชอบธรรมในการรักษาและบังคับใช้กฎหมาย ในทางรัฐศาสตร์ “รัฐมีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการกับความรุนแรงที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย” ด้านหนึ่ง รัฐบาลถูกกดดันอย่างหนักให้เร่งบังคับใช้กฎหมาย แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลและทหารก็ไม่ต้องการตกเป็นกับดักของฝ่ายตรงข้าม เพราะหน่วยข่าวกรองของรัฐมีข้อมูลข่าวกรองและประเมินสถานการณ์ตั้งแต่แรกว่า กลุ่มผู้ชุมนุมอาจพยายามก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายให้ได้เพื่อปิดเกม อาทิ ยั่วยุให้ทหาร ตำรวจ ยิงกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อนำศพแห่รอบ กทม. กระตุ้นความโกรธแค้นของประชาชน และเพื่อสร้างน้ำหนักต่อข่าวที่พวกตนกุขึ้นมาเมื่อเดือน เม.ย. 2552 ที่ว่ามีการสังหารประชาชนจริงและเอาศพไปซ่อนไว้ ให้น่าเชื่อถือ

ในการปฏิบัติการทุกครั้ง รัฐบาลและกองทัพได้กำชับทหาร ตำรวจ ว่าห้ามยิงประชาชนเด็ดขาด โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักตามหลักสากล ให้สังคมได้รู้เห็นตลอดเวลาเพื่อเป็นพยานในการปฏิบัติของฝ่ายทหารด้วย ทหารพยายามประนีประนอมจนถึงที่สุด มาตรการแรงที่สุดที่ทหารจะใช้คือการใช้กระสุนยาง ทหารต้องอดทนแม้ถูกยั่วยุ เหยียดหยันจากกลุ่มเสื้อแดง ยอมแม้กระทั่งให้กลุ่มเสื้อแดงยึดอาวุธจำนวนมากไปได้ และยอมให้กำลังพลถูกกระทำเหมือนกับเป็นเชลยศึก

ในที่สุด ความห่วงกังวลของรัฐบาลและกองทัพได้เกิดขึ้นจริง แม้ว่าในส่วนของทหารได้พยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกันการใช้ความรุนแรงแล้วก็ตาม ปรากฏว่าเมื่อคืนวันที่ 10 เม.ย. 2553 ขณะที่ทหารพยายามรุกคืบ มีกองกำลังถืออาวุธและการ์ดเสื้อแดงได้ใช้อาวุธสงครามร้ายแรง อาทิ ปืนเอ็ม16 เอเค47 เอ็ม79 และระเบิดแก๊สน้ำตาแบบจีน ยิงใส่ทหารจนเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสมากมาย ประชาชนเสียชีวิตหลายคน ซึ่งคงเป็นแผนเร่ง “ปิดเกม” ตามที่ “ผู้บงการ” ได้คุยไว้

เพียงไม่กี่วันผ่านไป ความจริงผ่านข้อมูลและภาพ ทั้งจากผู้สื่อข่าว ช่างภาพชาวไทยและต่างประเทศ ผู้สื่อข่าวพลเมืองที่บันทึกภาพไว้ เริ่มทยอยออกสู่ประชาชน แม้แต่คนเสื้อแดงยังยอมรับว่ามีคนชุดดำที่คลุมหน้าถืออาวุธปืนสงครามร้ายแรงปะปนอยู่กับคนเสื้อแดงและยิงปืนใส่ทหารจริง คนชุดดำและกองกำลังที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในที่สูงบนตึกใช้อาวุธปืนยิงลงมาใส่ทหาร ทำให้ทหารและประชาชนเสียชีวิตหลายสิบราย ในขณะที่พยานบุคคลและภาพถ่ายยืนยันว่าทหารไม่ได้ยิงใส่ประชาชน ผู้สื่อข่าวยืนยันว่าทหารที่ใช้กระสุนจริงยิงขึ้นฟ้า ไม่มีใครจ้องปืนไปที่ประชาชน เพราะหากทหารใช้กระสุนจริงยิงใส่ประชาชน ประชาชนจะเสียชีวิตกว่านี้อีกมากมาย

วันนี้กระแสได้ย้อนกลับไปสู่กลุ่มคนเสื้อแดงที่อ้างว่าชุมนุมอย่างสันติ อหิงสา ต้องตอบคำถามสังคมใน กทม. และคนทั่วประเทศให้ได้ว่า ใครคือไอ้โม่งในชุดดำที่ถืออาวุธสงครามเข้ามายิงทหารและประชาชนถูกลูกหลงบาดเจ็บล้มตายมากมาย ซึ่งเข้าล็อกกับแผนที่ต้องการให้ผู้ชุมนุมเสียชีวิตเพื่อนำศพมาแห่รอบกรุง แกนนำเสื้อแดงจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ที่ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงตามที่เคยสัญญากับสังคมไว้ ซ้ำผู้ถืออาวุธหลายรายถูกพิสูจน์ว่าเป็นการ์ด รปภ.ของกลุ่มเสื้อแดง

พฤติกรรมของคนชุดดำและการ์ดที่ใช้อาวุธสงครามยิงถล่มทหารและประชาชน ถูกรัฐบาลและสังคมเรียกว่าเป็น “พฤติกรรมของการก่อการร้าย” ผู้กระทำก็คือ “ผู้ก่อการร้าย” ดังนั้น แกนนำคนเสื้อแดงต้องตอบสังคมให้ได้ว่า เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมได้อย่างไร ในเมื่อผลที่เกิดขึ้นเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายอย่างปฏิเสธไม่ได้ อย่างน้อยกลุ่มเสื้อแดงและผู้ก่อการร้ายต่างก็มี “นาย” คนเดียวกัน

ข้อมูลลับจากหลายด้านรายงานสอดคล้องกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของทหารด้วยกันเอง นัยหนึ่ง เป็นการต่อสู้อีกยกหนึ่งระหว่างนายพลฝ่ายทักษิณซึ่งสูญเสียอำนาจจากการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2547 กับนายพลฝ่ายตรงข้ามทักษิณที่ได้อำนาจจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะนายทหารจาก พล.ร.2 ที่มีบทบาทสำคัญจากการยึดอำนาจ ควบคุมตัวนายพลฝ่ายทักษิณ รวมทั้งสลายการป่วนเมืองเมื่อเดือน เม.ย. 2552 การล็อกเป้ายิง ผบ.พล.ร.2 และ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม จึงเกิดขึ้น ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ทหารของชาติที่จบจาก จปร. และกินข้าวหม้อเดียวกันต้องมาเข่นฆ่ากันเองเพียงเรื่องของการแก่งแย่งอำนาจ คล้ายกับเหตุการณ์ตั้งแต่ 14 ต.ค. 2516 จนถึงพฤษภาทมิฬ 2535 ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องทหารขัดแย้งกันเอง

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีเหตุผลที่นายกฯ อภิสิทธิ์ จะลาออกและยุบสภาทันที เพราะรัฐบาลและกองทัพไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มใช้ความรุนแรง ตรงกันข้าม ยังพยายามป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นจากฝ่ายรัฐ สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 กรณี 6 ตุลา 2519 กรณีพฤษภาทมิฬ 2535 กรณี 7 ต.ค. 2551 ที่ทหารตำรวจยิงประชาชน ถ้าคุณอภิสิทธิ์ลาออกหรือยุบสภาทันทีตามคำขู่ ก็เท่ากับแสดงความไม่รับผิดชอบและปล่อยให้อันธพาลครองเมืองต่อไป จริงอยู่ นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบหากมีความสูญเสีย แต่ควรรับผิดชอบด้วยการใช้เวลาที่มีอยู่เร่งนำความสงบสุข เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ และฟื้นฟูการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยดังเดิม ถ้าบ้านเมืองไม่ปกติสุข การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศก็ทำได้ยาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท