
สูตรยุบสภา 6 เดือน กระเทือนน้อยสุด
8...ทีมข่าวการเงิน
หากไพ่ใบสุดท้ายของรัฐบาลเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดไว้คือ
“การประกาศยุบสภา” เพื่อยุติปัญหาการเมือง ลดการปะทะหรือลดภาวะสงครามการเมืองประเด็นที่ต้องพิเคราะห์คือระยะเวลานานแค่ไหนที่เหมาะสมกับเส้นทางการเดินของชีพจรคนไทยทุกคน
แนวทางนี้น่าจะทำให้นายกรัฐมนตรี
“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เจ็บปวดน้อยที่สุด ประเทศบอบช้ำน้อยที่สุด และชีพจรเศรษฐกิจก็จะทรุดต่ำน้อยที่สุดขนาด
“หลงจู้” อย่าง บรรหาร ศิลปอาชา ยังเสนอแนวทางสมานฉันท์ด้วยการยุบสภาภายใน 6 เดือนเพราะการยุบสภาในระยะเวลาที่รัฐบาลปักธงขึ้นมานั้น อย่างน้อยทำให้รัฐบาลสามารถจัดการในด้านการวางฐานราก 34 ด้าน
หนึ่ง สามารถจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ให้สอดรับกับแผนที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำได้รังสรรค์ไว้
งานนโยบายต่างๆ รวมถึงงบในโครงการไทยเข้มแข็งที่เป็นโครงการใหญ่ก็จะได้ไม่สะดุด ฐานคะแนนก็เป็นกอบเป็นกำจากนโยบายที่วางไว้
สอง สามารถจัดสรรงบประจำปี 2554 ให้สอดรับกับบาดแผลจากมหกรรมการกู้เงินของรัฐบาล 8 แสนล้านบาท ได้ก่อนหมดวาระ
สาม สามารถจัดสรรกำลังพล จัดแถวทั้งทหารและข้าราชการให้ถูกหมวดหมู่
สี่ สามารถการันตีได้ว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวจากนโยบายได้ง่าย
ยุบสภาในเวลาก่อนกำหนดจึงเป็นเงื่อนปมในการเจรจาต่อรอง
สูตรยุบสภา ตามที่พูดๆ กันตอนนี้มีทางเลือกด้วยกัน 3 ทาง คือ 1.ยุบสภาทันที หรือภายในปลายเดือน เม.ย. นี้ ตามข้อเสนอของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
2.ยุบสภาภายใน 36 เดือน เป็นการเจอกันคนละครึ่งทางระหว่างความต้องการของ นปช. กับรัฐบาล
3.ยุบสภาภายใน 9 เดือน ตามที่รัฐบาลเสนอ
หากวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละสูตรจะเห็นว่า กรณีที่มีการสั่งให้ยุบสภาทันที หรือภายในสิ้นเดือน เม.ย. นี้ คือการนับ 1 ใหม่ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เพราะกว่าจะรอขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ต้องใช้เวลา 45 วัน ประกาศเลือกตั้งใหม่ เมื่อได้รัฐบาลแล้วก็ต้องโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลต้องยกร่างแนวนโยบายแห่งรัฐเพื่อแถลงต่อสภาใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน
ต่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้ก็ถือว่า เป็นช่วงสุญญากาศทางคลังอยู่ดี และในระหว่างนี้ถึงจะเริ่มเปิดประชุมสภาเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2554
กรณีที่สอง ถ้ายุบสภาใน 3 เดือน กว่าจะเลือกตั้งเสร็จ กว่าจะได้นายกฯ ใหม่ ก็กินเวลาไปอีกอย่างน้อย 3 เดือนกว่าสภาใหม่จะเปิดได้
หลังจากนั้นก็ให้นับไปอีก 56 เดือนถึงจะคลอดงบประมาณปี 2554 ได้
จะเห็นได้ว่า หากยุบสภาใน 3 เดือน กว่าที่งบปี 2554 จะออกได้อย่างเร็วก็คงสิ้นปีนี้ และอย่างช้าก็คงเลยเถิดไปถึงเดือน มิ.ย. ปี 2554 หรือช่วงกลางปีหน้า
งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ล่าช้าออกไปนั้นถือว่าเป็นพิษภัยที่คนไทยทั้งชาติเคยเผชิญมาแล้วในห้วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ทุกอย่างดูจะอัตคัดขัดสนไปหมด
ทั้งนี้ หากพิเคราะห์ตามปฏิทินงบประมาณปี 2554 ที่ ครม. พิจารณาอนุมัติแล้วคือ กำหนดให้วันที่ 2627 พ.ค. 2553 นี้ เป็นวันที่สภาพิจารณาร่างบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วาระที่ 1 โดยสภาจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 105 วัน นับตั้งแต่วันที่ ครม. ส่งเรื่องให้
เบื้องต้นได้กำหนดให้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาวาระที่ 2 และ 3 อีกครั้งในวันที่ 18
–19 ส.ค. 2553 นี้ และเมื่องบประมาณได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว หลังจากนั้นอีก 30 วันต้องเข้าสู่ขั้นตอนของการพิจารณาของวุฒิสภามีการกะเก็งกันว่าจะนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2554 ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศบังคับใช้ในวันที่ 10 ก.ย. นี้
ดังนั้น กรณีที่สามคือ ยุบสภาภายใน 6 เดือน น่าจะเป็นทางออกที่วินวิน ด้วยกันทุกฝ่าย ถือว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในภาวการณ์แบบนี้ เมื่อเทียบกับระยะเวลา
เพราะสภาเพิ่งอนุมัติงบประมาณ 2554 เสร็จพอดี หน่วยงานรัฐก็จะได้มีเงินใช้จ่าย เศรษฐกิจไทยก็ไม่สะดุด
แต่ถ้ามองในแง่การเมืองจะเห็นว่า รัฐบาลยังไม่สามารถเบิกจ่ายงบใหม่ได้ เพราะต้องยุบสภาพอดี หากจะใช้สูตรนี้จริง รัฐบาลคงต้องเร่งผลักดันงบไทยเข้าแข็งส่วนที่เหลืออีก 4 แสนล้านบาทออกมา โดยการดัน พ.ร.บ. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง
ขณะที่เหตุผลที่รัฐบาลเสนอให้ ยุบสภาใน 9 เดือน หรือปลายปี 2553 นี้ เพราะต้องการให้งบประมาณปี 2554 ผ่านการพิจารณาของสภาก่อน โดยอ้างว่าข้อดีคือระบบเศรษฐกิจยังมีงบลงทุนไว้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อไป
ขณะเดียวกันก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเหตุผลที่รัฐบาลเสนอให้มีการยุบสภาในช่วงเวลาดังกล่าว เพราะนี้คือช่วงโอกาสทองของรัฐบาลและพรรคร่วมในการกอบโกยงบประมาณปี 2554 ในช่วงไตรมาสแรก เพื่อเตรียมทุนไว้สำหรับหาเสียงในการเลือกตั้งใหม่
“
ปกติงบประมาณปี 2554 จะเริ่มเบิกจ่ายได้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2553 แต่เมื่อต้องเจอกับขั้นตอนของกระบวนการเบิกจ่ายซึ่งต้องผ่านการทำอีออกชันอีก น่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน ทำให้เวลาที่เหลือ 1 เดือน หรือในช่วงเดือน ธ.ค. ก่อนที่มีการยุบสภาตามข้อเสนอเป็นช่วงที่เริ่มเบิกจ่ายงบประมาณเข้าสู่ระบบได้ ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสทองของการกอบโกยเงินไว้เตรียมหาเสียง”หลังวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ เราคงได้รู้ว่ารัฐบาลจะจัดการกับสถานการณ์อย่างไร จะเลือกใช้สูตรการยุบสภาใน 6 เดือน ซึ่งเป็นสูตรที่ทุกฝ่ายรับได้หรือไม่ หรือจะใช้วิธีการติ๊ดชึ่งไปเรื่อยๆ
ขณะที่ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิชาการ รวมถึงคนไทยทุกคนต้องการให้เรื่องนี้แบบ
“สงบ” ไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหนก็ตาม ขอให้รัฐบาลคืนความสงบสุขให้กับคนไทยไม่ว่าจะช้าหรือเร็วส่วนประเด็นเรื่องการจัดทำงบประมาณให้เสร็จก่อนที่จะยุบสภานั้น แม้เป็นเรื่องสำคัญกับปากท้อง แต่คนหลายคนเห็นว่าเป็นเพียงข้ออ้าง
เพราะเม็ดเงินงบประมาณปี 2554 วงเงิน 2.07 ล้านล้านบาท นั้นมีงบลงทุนอยู่แค่เพียง 3.41 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 แค่ 1.27 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.5% ของวงเงินงบประมาณ
ที่เหลืออีกกว่า 1.63 ล้านล้านบาท เป็นงบรายจ่ายประจำล้วนๆ
สำหรับรายจ่ายส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังกว่า 3.04 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.4% ของวงเงินงบประมาณ
ในทางปฏิบัติจริงต้องยอมรับว่า เม็ดเงินงบประมาณทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจถึง 20% ที่เหลืออีก 80% ของจีดีพี เป็นการขับเคลื่อนที่เกิดจากภาคเอกชนล้วนๆ
หากทั้งสองส่วนสอดรับประสานกันย่อมทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้ แต่หากไม่สนใจเรื่องงบประมาณแล้วต้องการเพียงความสงบของบ้านเมืองก็ต้องแลกเอากับความอัตคัด
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ตัดสินใจ เร่งจบการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และจัดการบ้านเมืองให้เดินหน้าไปไม่สะดุด จะใช้วิธีการยุบสภา หรือวิธีการอื่นใดก็ตามจะต้องไม่นำไปสู่การเกิดการปะทะที่รุนแรงอีก
ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชน รวมถึงนักลงทุนให้กลับมาสู่ภาวะปกติ ประเทศจึงจะเดินหน้าได้ ไม่เช่นนั้นประเทศแตกแยกแล้วไม่พอ เศรษฐกิจยังตกสะเก็ดอีกก็ตัวใครตัวมัน







