posttoday
สูตรยุบสภา 6 เดือน กระเทือนน้อยสุด

สูตรยุบสภา 6 เดือน กระเทือนน้อยสุด

15 เมษายน 2553

 

8...ทีมข่าวการเงิน

หากไพ่ใบสุดท้ายของรัฐบาลเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดไว้คือ “การประกาศยุบสภา” เพื่อยุติปัญหาการเมือง ลดการปะทะหรือลดภาวะสงครามการเมือง

ประเด็นที่ต้องพิเคราะห์คือระยะเวลานานแค่ไหนที่เหมาะสมกับเส้นทางการเดินของชีพจรคนไทยทุกคน

แนวทางนี้น่าจะทำให้นายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เจ็บปวดน้อยที่สุด ประเทศบอบช้ำน้อยที่สุด และชีพจรเศรษฐกิจก็จะทรุดต่ำน้อยที่สุด

ขนาด “หลงจู้” อย่าง บรรหาร ศิลปอาชา ยังเสนอแนวทางสมานฉันท์ด้วยการยุบสภาภายใน 6 เดือน

เพราะการยุบสภาในระยะเวลาที่รัฐบาลปักธงขึ้นมานั้น อย่างน้อยทำให้รัฐบาลสามารถจัดการในด้านการวางฐานราก 34 ด้าน

หนึ่ง สามารถจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ให้สอดรับกับแผนที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำได้รังสรรค์ไว้

งานนโยบายต่างๆ รวมถึงงบในโครงการไทยเข้มแข็งที่เป็นโครงการใหญ่ก็จะได้ไม่สะดุด ฐานคะแนนก็เป็นกอบเป็นกำจากนโยบายที่วางไว้

สอง สามารถจัดสรรงบประจำปี 2554 ให้สอดรับกับบาดแผลจากมหกรรมการกู้เงินของรัฐบาล 8 แสนล้านบาท ได้ก่อนหมดวาระ

สาม สามารถจัดสรรกำลังพล จัดแถวทั้งทหารและข้าราชการให้ถูกหมวดหมู่

สี่ สามารถการันตีได้ว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวจากนโยบายได้ง่าย

ยุบสภาในเวลาก่อนกำหนดจึงเป็นเงื่อนปมในการเจรจาต่อรอง

สูตรยุบสภา ตามที่พูดๆ กันตอนนี้มีทางเลือกด้วยกัน 3 ทาง คือ 1.ยุบสภาทันที หรือภายในปลายเดือน เม.ย. นี้ ตามข้อเสนอของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

2.ยุบสภาภายใน 36 เดือน เป็นการเจอกันคนละครึ่งทางระหว่างความต้องการของ นปช. กับรัฐบาล

3.ยุบสภาภายใน 9 เดือน ตามที่รัฐบาลเสนอ

หากวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละสูตรจะเห็นว่า กรณีที่มีการสั่งให้ยุบสภาทันที หรือภายในสิ้นเดือน เม.ย. นี้ คือการนับ 1 ใหม่ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เพราะกว่าจะรอขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ต้องใช้เวลา 45 วัน ประกาศเลือกตั้งใหม่ เมื่อได้รัฐบาลแล้วก็ต้องโหวตแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลต้องยกร่างแนวนโยบายแห่งรัฐเพื่อแถลงต่อสภาใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน

ต่อให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้ก็ถือว่า เป็นช่วงสุญญากาศทางคลังอยู่ดี และในระหว่างนี้ถึงจะเริ่มเปิดประชุมสภาเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2554

กรณีที่สอง ถ้ายุบสภาใน 3 เดือน กว่าจะเลือกตั้งเสร็จ กว่าจะได้นายกฯ ใหม่ ก็กินเวลาไปอีกอย่างน้อย 3 เดือนกว่าสภาใหม่จะเปิดได้

หลังจากนั้นก็ให้นับไปอีก 56 เดือนถึงจะคลอดงบประมาณปี 2554 ได้

จะเห็นได้ว่า หากยุบสภาใน 3 เดือน กว่าที่งบปี 2554 จะออกได้อย่างเร็วก็คงสิ้นปีนี้ และอย่างช้าก็คงเลยเถิดไปถึงเดือน มิ.ย. ปี 2554 หรือช่วงกลางปีหน้า

งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ล่าช้าออกไปนั้นถือว่าเป็นพิษภัยที่คนไทยทั้งชาติเคยเผชิญมาแล้วในห้วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ทุกอย่างดูจะอัตคัดขัดสนไปหมด

ทั้งนี้ หากพิเคราะห์ตามปฏิทินงบประมาณปี 2554 ที่ ครม. พิจารณาอนุมัติแล้วคือ กำหนดให้วันที่ 2627 พ.ค. 2553 นี้ เป็นวันที่สภาพิจารณาร่างบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วาระที่ 1 โดยสภาจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 105 วัน นับตั้งแต่วันที่ ครม. ส่งเรื่องให้

เบื้องต้นได้กำหนดให้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาวาระที่ 2 และ 3 อีกครั้งในวันที่ 18–19 ส.ค. 2553 นี้ และเมื่องบประมาณได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว หลังจากนั้นอีก 30 วันต้องเข้าสู่ขั้นตอนของการพิจารณาของวุฒิสภา

มีการกะเก็งกันว่าจะนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2554 ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศบังคับใช้ในวันที่ 10 ก.ย. นี้

ดังนั้น กรณีที่สามคือ ยุบสภาภายใน 6 เดือน น่าจะเป็นทางออกที่วินวิน ด้วยกันทุกฝ่าย ถือว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในภาวการณ์แบบนี้ เมื่อเทียบกับระยะเวลา

เพราะสภาเพิ่งอนุมัติงบประมาณ 2554 เสร็จพอดี หน่วยงานรัฐก็จะได้มีเงินใช้จ่าย เศรษฐกิจไทยก็ไม่สะดุด

แต่ถ้ามองในแง่การเมืองจะเห็นว่า รัฐบาลยังไม่สามารถเบิกจ่ายงบใหม่ได้ เพราะต้องยุบสภาพอดี หากจะใช้สูตรนี้จริง รัฐบาลคงต้องเร่งผลักดันงบไทยเข้าแข็งส่วนที่เหลืออีก 4 แสนล้านบาทออกมา โดยการดัน พ.ร.บ. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง

ขณะที่เหตุผลที่รัฐบาลเสนอให้ ยุบสภาใน 9 เดือน หรือปลายปี 2553 นี้ เพราะต้องการให้งบประมาณปี 2554 ผ่านการพิจารณาของสภาก่อน โดยอ้างว่าข้อดีคือระบบเศรษฐกิจยังมีงบลงทุนไว้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อไป

ขณะเดียวกันก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเหตุผลที่รัฐบาลเสนอให้มีการยุบสภาในช่วงเวลาดังกล่าว เพราะนี้คือช่วงโอกาสทองของรัฐบาลและพรรคร่วมในการกอบโกยงบประมาณปี 2554 ในช่วงไตรมาสแรก เพื่อเตรียมทุนไว้สำหรับหาเสียงในการเลือกตั้งใหม่

“ปกติงบประมาณปี 2554 จะเริ่มเบิกจ่ายได้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. 2553 แต่เมื่อต้องเจอกับขั้นตอนของกระบวนการเบิกจ่ายซึ่งต้องผ่านการทำอีออกชันอีก น่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน ทำให้เวลาที่เหลือ 1 เดือน หรือในช่วงเดือน ธ.ค. ก่อนที่มีการยุบสภาตามข้อเสนอเป็นช่วงที่เริ่มเบิกจ่ายงบประมาณเข้าสู่ระบบได้ ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสทองของการกอบโกยเงินไว้เตรียมหาเสียง”

หลังวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ เราคงได้รู้ว่ารัฐบาลจะจัดการกับสถานการณ์อย่างไร จะเลือกใช้สูตรการยุบสภาใน 6 เดือน ซึ่งเป็นสูตรที่ทุกฝ่ายรับได้หรือไม่ หรือจะใช้วิธีการติ๊ดชึ่งไปเรื่อยๆ

ขณะที่ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิชาการ รวมถึงคนไทยทุกคนต้องการให้เรื่องนี้แบบ “สงบ” ไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหนก็ตาม ขอให้รัฐบาลคืนความสงบสุขให้กับคนไทยไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว

ส่วนประเด็นเรื่องการจัดทำงบประมาณให้เสร็จก่อนที่จะยุบสภานั้น แม้เป็นเรื่องสำคัญกับปากท้อง แต่คนหลายคนเห็นว่าเป็นเพียงข้ออ้าง

เพราะเม็ดเงินงบประมาณปี 2554 วงเงิน 2.07 ล้านล้านบาท นั้นมีงบลงทุนอยู่แค่เพียง 3.41 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 แค่ 1.27 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.5% ของวงเงินงบประมาณ

ที่เหลืออีกกว่า 1.63 ล้านล้านบาท เป็นงบรายจ่ายประจำล้วนๆ

สำหรับรายจ่ายส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังกว่า 3.04 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.4% ของวงเงินงบประมาณ

ในทางปฏิบัติจริงต้องยอมรับว่า เม็ดเงินงบประมาณทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจถึง 20% ที่เหลืออีก 80% ของจีดีพี เป็นการขับเคลื่อนที่เกิดจากภาคเอกชนล้วนๆ

หากทั้งสองส่วนสอดรับประสานกันย่อมทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้ แต่หากไม่สนใจเรื่องงบประมาณแล้วต้องการเพียงความสงบของบ้านเมืองก็ต้องแลกเอากับความอัตคัด

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ตัดสินใจ เร่งจบการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และจัดการบ้านเมืองให้เดินหน้าไปไม่สะดุด จะใช้วิธีการยุบสภา หรือวิธีการอื่นใดก็ตามจะต้องไม่นำไปสู่การเกิดการปะทะที่รุนแรงอีก

ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชน รวมถึงนักลงทุนให้กลับมาสู่ภาวะปกติ ประเทศจึงจะเดินหน้าได้ ไม่เช่นนั้นประเทศแตกแยกแล้วไม่พอ เศรษฐกิจยังตกสะเก็ดอีกก็ตัวใครตัวมัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน