
รณรงค์ลดบุหรี่เหลว
เวียนมาถึงวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. ที่องค์การอนามัยโลกจัดรณรงค์ขึ้นทุกปีอีกครั้ง โดยในปีนี้ได้ให้คำขวัญว่า ไม่ใช้ ไม่รับ ไม่สนับสนุนโฆษณายาสูบร้าย ทำลายชีวิต
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
เวียนมาถึงวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. ที่องค์การอนามัยโลกจัดรณรงค์ขึ้นทุกปีอีกครั้ง โดยในปีนี้ได้ให้คำขวัญว่า ไม่ใช้ ไม่รับ ไม่สนับสนุนโฆษณายาสูบร้าย ทำลายชีวิต ส่วนมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ภูมิใจนำเสนอก็คือ ภาพสยองบนซองบุหรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม สถิติเกี่ยวกับบุหรี่ยังคงสูงลิบ ปัจจุบันยังพบผู้เสียชีวิตปีละกว่า 5 หมื่นราย โดยอันดับ 1 เกิด จากโรคถุงลมโป่งพอง ตามด้วยมะเร็งปอด โรคหัวใจ และหลอดเลือด โดยคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป สูบบุหรี่ 11.5 ล้านคน และเยาวชนไทยอายุ 1524 ปี เริ่มสูบบุหรี่เร็วขึ้น ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ขณะที่การรณรงค์ของภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ผลจริงหรือไม่
ในฐานะผู้ที่บุกเบิกการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะมากว่า 20 ปี นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ตอบทันทีว่า “ไม่ได้ผล” ก่อนจะขยายว่า มาตรการรณรงค์ที่ทุกฝ่ายตั้งหน้าตั้งตาร่วมกันนั้น สะเปะสะปะ ไม่มีจุดประสงค์ที่ชัดเจน ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถวัดได้ว่าคนสูบน้อยลงจริงหรือไม่ เปรียบเสมือนการ “จุดพลุ” ที่จุดเสร็จแล้วก็หายไป
“น่าแปลกที่เรามีกฎหมายที่เข้มแข็งมากเป็นประเทศแรกๆ อย่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 แต่กลายเป็นว่าการบังคับใช้นั้นกลับอ่อนแอที่สุด ทำให้สถานที่สาธารณะ หรือแม้แต่สถานที่ราชการ ยังคงมีคนสูบบุหรี่เต็มไปหมด” คุณหมอหทัย กล่าว
ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ระบุว่า หากเปรียบการสูบบุหรี่เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่ง จะมียา 3 ขนานที่สามารถบังคับใช้ได้ ขนานที่ 1 การเพิ่มภาษีบุหรี่ ขนานที่ 2 การห้ามโฆษณาและส่งเสริมการขาย และขนานที่ 3 การห้ามสูบในที่สาธารณะ แต่ยาทั้ง 3 ขนานกลับดื้อยา ทำให้นักสูบหน้าใหม่และหน้าเก่ายังตะบี้ตะบันสูบอยู่ในขณะนี้
“ยาขนานที่ 1 การเพิ่มภาษีบุหรี่ ที่สถิติทั่วโลกระบุว่า การเพิ่มภาษี 10% จะทำให้คนสูบน้อยลง 8% วิธีแก้ของบริษัทบุหรี่บ้านเราก็คือ สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่ให้ราคาถูกลง เมื่อบวกกับการเพิ่มภาษี 10% ก็ทำให้ราคาเท่าเดิมหรือไม่ต่างจากเดิมมากนัก ทำให้นักสูบยังคงสูบบุหรี่เช่นเดิม ส่วนยาขนานที่ 2 นั้น มีการสำรวจแล้วว่า การรับรู้ของประชาชนที่มีต่อบุหรี่ในสื่อโฆษณานั้น พบมากขึ้นในช่วง 12 ปีให้หลัง ชี้ให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล ขณะที่ยาขนานที่ 3 การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ที่กระทรวงสาธารณสุขต้องเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดนั้น กลับไม่มีการควบคุมอย่างที่ระบุไว้ในกฎหมาย” นพ.หทัย กล่าว
คุณหมอหทัย ทิ้งท้ายไว้ว่า ถึงเวลาที่ สธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้กฎหมายที่ดีที่สุดในโลก ไม่่ถูกทิ้งไว้เฉยๆ และปล่อยให้บุหรี่ยังทำอันตรายต่อคนไทยในอัตราที่สูงระดับนี้







