
กู้ถ้วนหน้า หนี้เพิ่ม รายได้หด
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวานนี้ ซึ่งเป็นวันที่สองก่อนลงมติในวาระที่ 1 วันที่ 31 พ.ค. มีความเข้มข้นต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวานนี้ ซึ่งเป็นวันที่สองก่อนลงมติในวาระที่ 1 วันที่ 31 พ.ค. มีความเข้มข้นต่อเนื่องตลอดทั้งวัน เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ฉายภาพว่ารัฐบาลมีความบกพร่องอย่างไรใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ “การใช้จ่ายงบประมาณไม่คุ้มค่า” และ “การเลือกปฏิบัติ”
แต่ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเริ่มอภิปรายเป็นวันที่สองนั้น “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ใช้โอกาสชี้แจงข้อกล่าวหาของผู้นำฝ่ายค้านที่ว่ารัฐบาลบริหารประเทศจนเกิดภาวะจนกระจุก รวยกระจาย
“รัฐบาลมียุทธศาสตร์ปรับรูปแบบการบริหารงาน ไม่ใช่แค่ใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบูรณาการข้อมูลความต้องการจากพื้นที่ต่างๆ และที่ผ่านมารัฐบาลเน้นการให้โอกาสอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน และเพิ่งได้รับการรายงานจาก IMD World Competitiveness Yearbook ว่าศักยภาพการแข่งขันของไทยในภาพรวมดีขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2555 จากลำดับที่ 30 มาอยู่ที่ลำดับที่ 27 จากทั้งหมด 60 ประเทศ โดยด้านเศรษฐกิจ จากลำดับที่ 15 มาอยู่ลำดับที่ 9 ด้านเสถียรภาพของรัฐบาล จากลำดับที่ 26 มาอยู่ลำดับที่ 22”
นายกฯ ขมวดประเด็นว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน จากร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้น ยืนยันว่าจะไม่เสียเปล่า แต่จะเป็นการตอบโจทย์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้จะเหมือนสมบัติกลับมาสู่ภาครัฐ ให้เกิดรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
สำหรับการอภิปรายของฝ่ายค้านได้แยกประเด็นกันถล่มรัฐบาล โดยประเด็น “ผลาญงบประมาณ” ชนินทร์ รุ่งแสง สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ฉายภาพว่า ที่ผ่านมารัฐบาลล้มเหลวการบริหารงาน ผลาญงบประมาณ สร้างภาพ ไม่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นโยบายของรัฐบาลล้วนเป็นการลูบหน้าปะจมูกแทบทั้งสิ้น เช่น ปัญหาราคาไข่ไก่ที่สูงขึ้นเกือบ 4 บาทต่อฟอง แต่รัฐบาลทำได้แค่การใช้โครงการธงฟ้าโดยยังไม่มีแนวทางการแก้ไขที่ยั่งยืนและชัดเจน
“โครงการร้านค้าถูกใจจากการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจพบว่าเป็นโครงการผลาญงบประมาณ สร้างภาพ ไม่มีประโยชน์ รัฐบาลได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะตั้งร้านให้ได้จำนวน 1 หมื่นร้านค้า และช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้ถึง 3.6 หมื่นล้านบาท โดยมีสินค้าในราคาถูกกว่า 20% แต่เอาเข้าจริงตลอดโครงการจนยุติโครงการไปแล้วกลับไม่สามารถทำได้จริง มีสินค้าขายจริงไม่ถึง 5 รายการ จากทั้งหมด 20 รายการตามนโยบาย ทำให้งบประมาณหายไปทันที 1,320 ล้านบาท”
สอดรับ อภิรักษ์ โกษะโยธิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ชำแหละว่า รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องล้มเหลว สะท้อนได้จากผลการสำรวจสถาบันศึกษาทั้ง 3 แห่ง โดยกรุงเทพโพลล์ พบว่าประชาชนมีค่าใช้จ่ายจากการครองชีพเพิ่มขึ้นถึง 72% หาดใหญ่โพลล์ พบว่าประชาชนมีค่าใช้จ่ายสูงเกือบ 10% ต่อรายได้แต่ละเดือน และเอแบคโพลล์ พบว่าค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงขึ้นถึง 61% ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
สรรเสริญ สมะลาภา สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์
“พูดได้เลยว่าเมื่อร่าง พ.ร.บ.ออกไปรัฐบาลไม่สามารถทำอย่างที่หาเสียงไว้ ทั้งการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ กระชากราคาสินค้า แต่กลับจะรีดภาษีที่เพิ่มขึ้นอีก 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี และราคาพลังงานที่ประชาชนต้องรับภาระเพิ่มขึ้นอีก 6 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นภาระที่ประชาชนต้องรับภาระเพิ่ม 7.2 หมื่นล้านบาทต่อปี”
ขณะที่ อานิก อัมระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายความล้มเหลวในด้านการบริหารกิจการพลังงานว่า รัฐบาลปล่อยให้เกิดการลักลอบขายก๊าซแอลพีจีข้ามประเทศ ทำให้เสียเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปถึงประมาณ 2,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับงบประมาณประจำปีของกระทรวงพลังงาน
อานิก กล่าวอีกว่า ระบบปัจจุบันก๊าซแอลพีจีสามารถขายแตกต่างได้ใน 3 ราคา และต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนไม่เหมือนกัน ได้แก่ ก๊าซแอลพีจีถ้าไปขายภาคหุงต้ม 18.30 บาทต่อกิโลกรัม โดยไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน แต่หากขายในภาคยานยนต์จะต้องส่งเงินเข้ากองทุน 3.07 บาท ส่วนการขายในภาคอุตสาหกรรมจะต้องส่งเงินเข้ากองทุน 9.29 บาท จากส่วนต่างดังกล่าวเป็นผลให้พ่อค้าพยายามหาช่องว่างทางกฎหมายนำก๊าซไปขายต่างประเทศเพื่อเลี่ยงการส่งเงินเข้ากองทุน
ทั้งนี้ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน ยอมรับว่า ปัญหาดังกล่าวกระทรวงพลังงานไม่ได้ละเลย เพราะร่วมกับตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 121 ราย หลังจากมีการจับกุมจึงพบว่าการใช้ก๊าซแอลพีจีในภาคครัวเรือนลดลงในช่วงเดือน ม.ค. 2556 ถึง 2.5 ล้านตัน จากเดิมที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ มีสาเหตุมาจากการลักลอบขายก๊าซผิดกฎหมาย
“ยืนยันว่าใครทำผิดกฎหมายต้องได้รับความผิด ไม่มีการไว้หน้าใครทั้งสิ้น ไม่ว่าคนนั้นจะมีนามสกุลใหญ่โตเกี่ยวข้องกับใครก็ตามแม้ว่าจะมีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนจะมาร้องไม่มีทางเป็นไปได้” รมว.พลังงาน กล่าว
ส่วนประเด็น “สองมาตรฐาน” ได้รับการตั้งข้อสังเกตจาก “เทพไท เสนพงศ์” สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ขอทวงความเป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณให้คนภาคใต้ อย่างเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูง ก็ทำได้ไม่จริง และไม่เชื่อมโยงเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ มาจนถึงการจัดงบประมาณประจำปี 2557 ยังพบความไม่เป็นธรรมอีก โดยกรมทางหลวงได้งบประมาณซ่อมแซมเส้นทางหลวง 1.4 หมื่นล้านบาท เป็นงบประมาณบูรณะเส้นทางหลัก 2,000 ล้านบาท ซึ่งถนนเพชรเกษมระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร กลับได้รับงบประมาณซ่อมบำรุงรวมเพียง 63 ล้านบาท
“อาจเป็นเพราะตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐบาล เคยไปพูดว่า ต้องดูแลคนที่เลือกพรรคไทยรักไทยก่อน ทำให้รัฐบาลของน้องสาวได้รับการออสโมซิสมาจากยุครัฐบาลของพี่ชาย” เทพไท กล่าว
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ชี้แจงทันทีว่า การซ่อมบำรุงถนนเพชรเกษมทั้งหมดรัฐบาลบรรจุงบประมาณไว้ในร่าง พ.ร.บ.เงินกู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเส้นทางระนองชุมพรพัทลุงพังงาสงขลา 20 โครงการมูลค่า 1,600 ล้านบาท และเส้นทางเพชรบุรีนครศรีธรรมราชหาดใหญ่ 21 โครงการ 2,800 ล้านบาท ทำอย่างดีทั้งเส้นทาง
“ผมไปถนนเพชรเกษมมาแล้วยอมรับว่าแย่มาก วิ่งไปรถยนต์นอตหลวมทั้งหมด ถ้าเรารองบประมาณรายปีปกติมันทำอะไรได้ไม่มาก จึงต้องมาทำในระบบเงินกู้โดยจะไม่มีการเลือกและแบ่งภาค และโครงการทำถนนทำได้เร็วกว่าภายใน 34 ปี ถ้ากฎหมายเงินกู้ผ่านสภาน่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จ” รมว.คมนาคม ยืนยัน







