
ร้องค่าเช่าดิจิตอลแพง เหตุทุนทีวีเก่าขอเอี่ยว
กลุ่มทุนเก่าทีวีตามยึดดิจิตอล ชี้ทำให้ค่าเช่าโครงข่ายแพง แนะเนื้อหาดีถึงรอด
กลุ่มทุนเก่าทีวีตามยึดดิจิตอล ชี้ทำให้ค่าเช่าโครงข่ายแพง แนะเนื้อหาดีถึงรอด
นายสมพันธ์ จารุมิลินท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรู วิชั่นส์ กล่าวว่า เรื่องที่ผู้ประกอบการกังวลในการประมูลโทรทัศน์ระบบดิจิตอลช่องธุรกิจ 24 ช่อง ประเด็นหลักขณะนี้อยู่ที่เรื่องค่าเช่าโครงข่ายออกอากาศ ที่ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ยังไม่กำหนดค่าเช่า เพราะกลุ่มผลประโยชน์เดิมอาจต้องการดูแล
ทั้งนี้ เห็นได้จากตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ให้ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาบริหารกิจการวิทยุโทรทัศน์ แต่ไม่สามารถจัดตั้งได้ จนมาถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 รวมกว่า 10 ปี ถึงจะมีการเปิดประมูลช่องทีวีได้ ซึ่งต่างจากด้านโทรคมนาคม ที่ตั้งคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ขึ้นมาได้
อย่างไรก็ตาม ถึงต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายจะแพง ก็ยังดีกว่าไม่มีช่องทีวีให้ประมูล และถ้าทุกรายต้องจ่ายค่าเช่าโครงข่ายแพงเท่ากัน ก็ถือว่าเป็นการแข่งขันบนต้นทุนที่ไม่มีใครได้เปรียบ แต่จะไม่ดีกับผู้บริโภค เพราสุดท้ายจะต้องเป็นผู้รับภาระ โดยทรูวิชั่นส์จะเข้าประมูล 3 ช่อง คือ ช่องวาไรตี้ (เอชดี) ช่องทั่วไป (เอสดี) และช่องเด็ก
นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า เชื่อว่าผู้เข้าประมูลส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นรายเดิมในฟรีทีวี เคเบิ้ลทีวี และทีวีดาวเทียม การประมูลทีวีดิจิตอลถือเป็นการอัพเกรดอุตสาหกรรมทีวี การแข่งขันยังอยู่ที่เนื้อหาที่ต้องโดนใจถึงจะอยู่รอด
แม้ว่าการแข่งขันในทีวีดิจิตอลจะมีการแข่งขันกันรุนแรง แต่จากผู้เล่นรายสำคัญที่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นหลักที่อยู่ในธุรกิจแซทเทลไลท์ทีวี จึงน่าจะเป็นการแข่งขันกันในด้านของคอนเทนต์ ซึ่งสิ่งที่น่าจับตามองหลังเกิดทีวีดิจิตอล คือ การอัพเกรดอุตสาหกรรมทีวี
“การมาของทีวีดิจิตอลทำให้เกิดพื้นที่ของผู้ชมเท่ากัน จากเดิมพื้นที่ของการรับชมทีวีจะอยู่ที่ฟรีทีวีโดยเฉพาะช่องช่อง และช่อง 7 ซึ่งจาก 24 ช่องธุรกิจทีวีดิจิตอลที่จะเกิดขึ้นจะทำให้ผู้เล่นอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวผู้ประกอบการก็ควรมีการพัฒนาคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ เนื่องจากนับจากนี้ไพร์มไทม์ของแต่ละช่องอาจไม่เหมือนกัน” นางพรพรรณกล่าว
นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งเรืองพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยจะเกิดทีวีดิจิตอลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ มองว่าจะทำให้สนามการแข่งขันของธุรกิจทีวีมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการทุกรายในสื่อทีวีมีสิทธิในการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงภายหลังจากการเกิดทีวีดิจิตอลคือ การเข้าไปสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคว่าทีวีดิจิตอลมีความน่าสนใจอย่างไร เพราะจากการที่ กสทช. ออกประกาศเปลี่ยนระบบการออกอากาศจากอานาล็อตเป็นดิจิตอลในช่วงที่ผ่านมาก็สร้างความสับสนกับผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดการขายทีวีชะลอตัวไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับการติ้ดตั้งจานดาวเทียม
นอกจากนี้ การติดตั้งเครื่องรับส่งสัญญาณดิจิตอลก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่น่ากังวล เพราะจากการสอบถามผู้ประกอบการลงทุนด้านโครงข่ายในขณะนี้ยังไม่มีรายใดติดตั้งสมบูรณ์ 100% ส่งผลให้คาดว่าในอีก 12 ปีการติดตั้งน่าจะแล้วเสร็จ แต่จากแผนแม่บทที่ กสทช.กำหนดไว้ปีแรกต้องติดตั้งโครงข่ายให้แล้วเสร็จ 50% ปีที่ 2 80% ปีที่ 3 90% ปีที่ 4 95% และปีที่ 5 ครบ 100%
นายชัยประนิน วิสุทธิผล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีบีดับบลิวเอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในโลกของการโฆษณามีการพูดคุยกันว่าหลังจากเกิดทีวีดิจิตอลอุตสาหกรรมโฆษณาน่าจะมีความตื่นเต้นมากขึ้น เนื่องจากมีแพลทฟอร์มใหม่เข้ามาในวงการ ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้นักโฆษณาเริ่มปรับแนวความว่าจะเข้าถึงผู้บริโภคอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาคมากขึ้น
“ในแง่ของการใช้จ่ายโฆษณาทีวีเชื่อว่าไม่น่าจะเพิ่มขึ้น แต่หลังจากมีเทคโนโลยี 3จีและ4จี ผู้บริโภครับสื่อผ่านคอมพิวเตอร์ มือถือ และแท็บเล็ทมากขึ้น ขณะเดียวกันหลังจากเปิดเออีซีน่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินไหลเวียนทางเศรษฐกิจน่าจะส่งผลให้อุตสาหกรรมโฆษณาทีวีอาจมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านบาทจากปัจจุบันมีมุลค่าอยู่ที่ประมาณ 56 มื่นล้านบาท” นายชัยประนินกล่าว*****เอกชนชี้หลังเกิดทีวีดิจิตอลอุตสาหกรรมทีวีแข่งขันเดือด หลังผู้เล่นแห่สาดคอนเทนต์คุณภาพเอาใจผู้ชม ส่งผลอุตวาหกรรมโฆษณาคึกคักคาดหลังเปิดเออีซีเม็ดเงินโฆษณาทีวีทะลุ 1 แสนล้านบาท







