posttoday

จำนำข้าว โครงการฉาวรัฐบาล

31 พฤษภาคม 2556

“เวลาข้าราชการจะเสนออะไร รมว.จะถามว่า คุณหมอทราบหรือยัง”

โดย...จตุพล สันตะกิจ

“เวลาข้าราชการจะเสนออะไร รมว.จะถามว่า คุณหมอทราบหรือยัง”

เป็นถ้อยคำของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ที่พยายามสะท้อนว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลมีจอมบงการชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะการจัดสรรปันส่วนผลประโยชน์จากข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลทุกเมล็ดที่มูลค่าหลายแสนล้านบาท

“คนคนนี้มีอำนาจเหนือรัฐมนตรีและเป็นตัวจริงเสียงจริงในกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์คนปัจจุบัน” หมอวรงค์ กล่าวถึงคนเคยร่วมอาชีพที่ผันตัวมาเป็นจอมบงการ

จากหมอธรรมดาๆ ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ “ดอกเตอร์” มียศทางทหารระดับ “พ.ต.” อย่าง “วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ” เลขานุการ รมต.พาณิชย์ 2 สมัย คือ เลขานุการ รมว.บุญทรง และเลขานุการอดีต รมช.พาณิชย์ ภูมิ สาระผล เปลี่ยนสถานะเป็นคนดังและคนทั่วไปรู้จักในชั่วข้าวคืน

แม้ถูกกล่าวหาและโจมตีในข้อหาที่หนักหน่วง แต่ไม่มีเสียงปฏิเสธจากหมอคนดัง แม้ตำแหน่งที่ “หมอวีระวุฒิ” นั่งจะเป็นตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม

ในช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างในวงการค้าข้าวว่า หากพ่อค้าข้าวต้องการข้าวสารจากสต๊อกรัฐบาล ก็ให้มาหาคนคนหนึ่งในกระทรวงพาณิชย์ เพราะ “เขา” สามารถสั่งหาข้าวสารในโกดังของรัฐบาลในราคาต้นทุนต่ำพอที่จะทำให้พ่อค้าที่ซื้อข้าวไปนำไปขายต่อและได้กำไรงามๆ หรือไม่ก็นำข้าวเก่ามาเวียนเทียนเข้าโครงการ

อีกทั้งหากโรงสีหรือโกดังแห่งใดต้องการเข้าร่วมโครงการรับจำนำเพื่อได้สิทธิเป็น “นายหน้า” ซื้อข้าวเปลือกในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาทแทนรัฐบาล แลกกับค่าจ้างสีแปรสภาพข้าว 500 บาท/ตัน และค่าเก็บข้าวเปลือกและข้าวสารในบางโอกาส

หากไม่มีเส้นสายการเมืองที่แน่นปึ้กจริงๆ ก็มีอันต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาค่าแรกเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งจ่ายเงินรายงวดสำหรับข้าวเปลือกทุกตันที่โรงสีรับจำนำจากชาวนา ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ก็ต้องได้รับไฟเขียวจากตัวจริงเสียงจริงคนนี้เสียก่อน จากนั้น รมว.พาณิชย์ จึงจะตีตราให้เข้าร่วมโครงการได้

“ถ้าโรงสีจะเข้าโครงการต้องจ่าย ปีแรกๆ ที่รู้มาโรงสีต้องจ่ายเงินก้อน 5 แสนบาทต่อราย แต่ช่วงหลังไม่รู้แล้ว ทั้งยังต้องจ่ายเป็นงวดๆ โดยข้าวเปลือกที่รับมาจำนำ 1 ตัน ต้องจ่ายให้ฝ่ายการเมือง 100 บาท แต่ถ้าจะให้สาวไปถึงคนคนนั้น ยอมรับว่ายาก เพราะทุกคนได้กันหมด จึงไม่มีใครพูด” นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุ

ขณะที่ความฉ้อฉลในโครงการรับจำนำข้าว ตั้งแต่ขั้นตอนรับจำนำข้าวเปลือก สีแปรสภาพข้าว นำส่งข้าวสารเข้าโกดัง ตลอดจนการระบายข้าว มีผู้ทรงอิทธิพลรายนี้เป็น “จิ๊กซอว์” สำคัญ และส่งเงินที่ได้จากการฉ้อฉลไปยังเครือข่าย “สส.หน้าใหม่ผู้มากบารมี” ซึ่งควบคุมผลประโยชน์ในโครงการรับจำนำข้าวอยู่เบื้องหลังอีกทีหนึ่ง

จอมบงการคนนี้จึงเป็น “คนวงใน” ที่ใครจะมาแตะต้องไม่ได้ง่ายๆ

ปรากฏการณ์ที่ชัดเจน คือ การอภิปรายงบประมาณปี 2557 หมอวรงค์หยิบยกประเด็นจอมบงการโครงการรับจำนำข้าวขึ้นมาอภิปรายก็จะถูกเตะสกัดขา ยกมือประท้วงบ่อยครั้ง กระทั่งผู้ที่ทำหน้าที่ประธานต้องสั่งพักการประชุม ส่งผลให้ข้อมูลที่หมอวรงค์แฉเส้นทางจอมบงการขาดห้วงเป็นตอนๆ ไม่ปะติดปะต่อ ฟังไม่ได้ศัพท์

แต่กระนั้นข้อมูลที่ นพ.วรงค์ นำมาอภิปราย และถูก สส.พรรคเพื่อไทยต่อว่าต่อขาน ลุกขึ้นประท้วงว่า “นี่ไม่ใช่เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นเวทีอภิปรายงบประมาณ” และ “พาดพิงคนบุคคลภายนอก” นับว่าน่าฟังไม่น้อย ทั้งยังมีใบเสร็จที่น่าเชื่อถือได้ว่ามีกลิ่นทุจริต

โดยเฉพาะการโชว์ใบเสร็จกรณีกระทรวงพาณิชย์ขายข้าว 800 ตัน ให้โรงสีโชควรลักษณ์ จ.กำแพงเพชร เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2554 ที่ราคา 5,700 บาทต่อตัน แต่วันรุ่งขึ้น 22 ธ.ค. 2554 โรงสีโชควรลักษณ์ขายข้าวยกล็อตให้โรงสีแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร ตันละ 1.2 หมื่นบาท โดยแฟกซ์โอนใบมอบอำนาจใบเดียว “ฟันกำไรเหนาะๆ 6,300 บาทต่อตัน”

หมอวรงค์ยังชี้ช่องความเชื่อมโยงระหว่างเจ้าของโรงสีโชควรลักษณ์นาม “เสี่ยเปี๊ยก” ที่ใกล้ชิดกับ “เสี่ยเปี๋ยง” แห่ง บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ที่แปลงร่างเป็นบริษัท สยามอินดิก้าฯ ซึ่งมีชื่อเสียงไม่สู้ดีนักเพราะไปเกี่ยวข้องกับการขายข้าวจีทูจีเก๊ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ข้อมูลการอภิปรายยังเชื่อมโยง “หญิงสาว” ที่ทำงานให้บริษัท สยามอินดิก้าฯ และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้ทรงอิทธิพลคนนี้ หรือกรณีที่ไซโลเก็บข้าวขนาดใหญ่ของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริฯ ที่ได้จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ “เคทีบี” และเป็นคู่สัญญาการเก็บข้าวเปลือกกับรัฐบาล

สะท้อนความสัมพันธ์ที่แน่นสนิทระหว่าง “หมอในกระทรวงพาณิชย์” และบริษัท สยามอินดิก้าฯ

แม้หมอวรงค์จะไม่ลงลึกเครือข่ายขายข้าวในระดับรอง อาทิ “นายหรั่ง” แห่งโรงสีสิงห์โตทองที่มีเจ้าของโรงสีหลายแห่งในภาคกลาง “เฮียเซี้ยะ” ที่มีตำแหน่งและมีหน้ามีตาในสมาคมโรงสีข้าวฯ ซึ่งคนในวงการข้าวรู้กันว่า “เฮียเซี้ยะ” เป็นเครือข่ายรองที่รับข้าวสารจากเสี่ยเปี๊ยกจากโรงสีโชควรลักษณ์ไปขายต่ออีกทอดหนึ่งในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร และพิษณุโลก

แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้เท่ากับกระบวนการ “กรีดซ้ำ” บาดแผลความไม่ชอบมาพากลโครงการรับจำนำข้าวเปลือก

นั่นทำให้ปฏิกิริยาของ สส.พรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรู้สึกร้อนอกร้อนใจกับข้อมูลที่หมอวรงค์นำเสนอ เหมือนดังคนกินปูนร้อนท้อง แต่สิ่งที่ตอบโต้กลับมานั้นเรียกได้ว่าไม่มีข้อมูลที่หักล้างข้อกล่าวหาของหมอวรงค์ได้แม้แต่น้อย มีแต่เสียงแซ่ซ้องว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ชาวนาได้ประโยชน์ ซึ่งนั่นไม่มีใครปฏิเสธ

แต่เงินภาษีที่รั่วไหลในขั้นตอนต่างๆ กลับไม่มีการชี้แจงให้กระจ่าง

“การโจมตีโครงการรับจำนำข้าวจนทำให้รู้สึกว่าโครงการนี้ไม่ดี แต่ถ้าไปถามชาวนาจะพบว่าส่วนใหญ่รายได้ดีขึ้น ลดภาระหนี้สิน รัฐบาลต้องทำโครงการต่อเพื่อให้ประชาชนลืมตาอ้าปาก หากผู้อภิปรายเห็นว่าโครงการนี้เลวร้าย ขอให้ไปถามชาวนาในพื้นที่ว่าต้องการให้เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกโครงการหรือไม่ อย่านำมาเป็นประเด็นการเมือง” บุญทรง ระบุ

เวทีอภิปรายงบที่เกี่ยวพันกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกอย่างตั้งใจของพรรคฝ่ายค้านยังมีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอีกปรากฏการณ์หนึ่ง นั่นคือ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่ตั้งไข่โครงการรับจำนำข้าวมากับมือ แทบไม่ปริปากเอ่ยถึงโครงการรับจำนำข้าวแม้แต่ครั้งเดียว

แม้ถูกท้าทายจากคำพูดเมื่อวันวานที่กลายเป็น “นายตัวเอง” ในวันนี้ เพราะ กิตติรัตน์ ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือน ต.ค. 2554 ว่า “ถ้ารัฐบาลทำโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ทำให้รัฐเสียหายมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคงอยู่ไม่ได้ ไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่าในฐานะรองนายกฯ เศรษฐกิจจะรับผิดชอบอย่างไร” แต่ กิตติรัตน์ เลือกปิดปากสนิท

สำทับด้วยว่าก่อนหน้าการอภิปรายงบเพียง 1 วัน นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า มีคนที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงในโครงการรับจำนำข้าวอย่างไม่เป็นธรรม และสั่ง 4 รัฐมนตรีชี้แจง คือ บุญทรง ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง วราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์

ไม่มีชื่อ กิตติรัตน์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นผู้ชี้แจง

ขณะที่ 3 ใน 4 รัฐมนตรีที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์สั่งให้ชี้แจงโครงการล้วนเป็นรัฐมนตรีในสาย “เจ๊ ด.” ซึ่งสะท้อนได้ว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์กางปีกป้องไม่ให้กิตติรัตน์คนที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์มองตาก็รู้ใจและจำเป็นต้องมีข้างกายไม่ให้บอบช้ำไปมากกว่านี้ เพราะเป็นที่รู้กันดีในหมู่คนพรรคเพื่อไทยว่า “เก้าอี้” ที่กิตติรัตน์นั่งอยู่นั้น นายใหญ่ไม่ปลื้มนัก

โครงการรับจำนำข้าวที่คนกันเอง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร เตือนว่าจะเป็นโครงการที่ล้มรัฐบาล ส่อเค้าว่าเป็นจริง เพราะวันนี้องคาพยพของพรรคเพื่อไทย ต่างอยู่ในอาการร้อนๆ หนาวๆ แต่เสียงท่องบ่นอยู่ในอาการแผ่นเสียงตกร่อง “ชาวนาได้ประโยชน์ๆๆ” โดยไม่สนหายนะของประเทศ

เพราะเป็นที่รับรู้กันว่าเงินที่ในโครงการรับจำนำข้าวในเวลานี้ รัฐบาลกู้เงินมาใช้จนกระเป๋าฉีกแล้ว วงการโรงสีเองก็ร่ำลือว่าโครงการมีทีท่าพังพาบในไม่ช้าเพราะไม่มีเงิน ต่างฝ่ายต่างจึงเร่งโกยเงิน ทอง ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมกันทั้งนั้น และโครงการรับจำนำข้าวนี่เองจะเป็นแผลใหญ่ของรัฐบาล ที่สะกิดเมื่อไหร่ เจ็บแสบเมื่อนั้น

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. กดดันอิหร่าน ขณะยังไม่ทราบชะตากรรมนักบินที่ถูกยิงตก