posttoday
ไทยกู้ชาติ VS ไทยขายชาติ

ไทยกู้ชาติ VS ไทยขายชาติ

30 พฤษภาคม 2556

นักรัฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มความวุ่นวายทางการเมืองในเชิงยุทธศาสตร์ โดยมองว่า แม้ยึดอำนาจรัฐได้แล้ว แต่ผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลต้องการ “ยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ” เพื่อให้ตนเองพ้นผิดทุกกระทงและครองอำนาจต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ดี เขามองว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เขายังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ คือ (1) สถาบันกษัตริย์ (2) สถาบันศาล (3) สถาบันทหาร ดังนั้น จึงต้องหาทางทำลายสถาบันทั้งสามให้พ้นจากความเป็นอุปสรรค ด้วยการบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ในทุกรูปแบบ โจมตีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ เช่น ป.ป.ช. ประนีประนอมกับทหาร ไม่สร้างเงื่อนไขให้ทหารปฏิวัติยึดอำนาจ เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตนเองพ้นผิดในทุกกระทง การเมืองในช่วงเวลาต่อไปน่าจะรุนแรงมากขึ้น

นักรัฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มความวุ่นวายทางการเมืองในเชิงยุทธศาสตร์ โดยมองว่า แม้ยึดอำนาจรัฐได้แล้ว แต่ผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลต้องการ “ยึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ” เพื่อให้ตนเองพ้นผิดทุกกระทงและครองอำนาจต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ดี เขามองว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เขายังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ คือ (1) สถาบันกษัตริย์ (2) สถาบันศาล (3) สถาบันทหาร ดังนั้น จึงต้องหาทางทำลายสถาบันทั้งสามให้พ้นจากความเป็นอุปสรรค ด้วยการบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ในทุกรูปแบบ โจมตีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระเพื่อการตรวจสอบ เช่น ป.ป.ช. ประนีประนอมกับทหาร ไม่สร้างเงื่อนไขให้ทหารปฏิวัติยึดอำนาจ เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตนเองพ้นผิดในทุกกระทง การเมืองในช่วงเวลาต่อไปน่าจะรุนแรงมากขึ้น

ในขณะที่รัฐบาลและ สส.รัฐบาลรับใบสั่งเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ภาคประชาชนก็มีปฏิกิริยาต่อต้านความเป็นเผด็จการของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นทุกที เวลานี้รัฐบาลได้ละเมิด “หัวใจ” หรือ “หลักการ” สำคัญทั้งสามของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ (1) ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.68 และ ม.190 ที่ตัดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการยื่นข้อเรียกร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ และตัดอำนาจประชาชนในการพิจารณาการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ เพื่อไม่ให้รัฐบาลไปตกลงเพื่อประโยชน์ของครอบครัว ตนเองและพรรคพวก ข่มขู่คุกคามสื่อมวลชนและประชาชนที่มีความเห็นต่าง รังแกข้าราชการประจำ (2) ทำลายหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยเสียไป ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติรวมหัวกันข่มขู่คุกคามฝ่ายตุลาการ (3) หลักการมีส่วนร่วมของประชาชน ถูกเมิน รัฐบาลใช้วิธีรวบรัด ทำกันเองกับกลุ่มพวกในสภาโดยอ้างเสียงข้างมาก นึกอยากจะทำอะไรก็ได้ ไม่สนับสนุนให้มีการสานเสวนา ประชาพิจารณ์ และประชามติในเรื่องสำคัญที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและอนาคตของชาติ

เวลานี้มีประชาชนที่ต่อต้านระบบเผด็จการภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตยได้เริ่มรวมตัวกันออกมาต้าน เพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ประชาธิปไตยในไทยจะเหลือแต่ชื่อที่นักการเมืองเอาไว้หลอกคนเท่านั้น มีการต่อสู้อย่างเข้มข้นระหว่าง 2 แนวคิดทางวิชาการ รัฐบาล ซึ่งมี สส.ข้างมากพยายามเน้น “หลักความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา” เพื่อความได้เปรียบของตนเอง โดยอ้างว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนได้มอบอาณัติให้ทำอะไรก็ได้

แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้เน้น “ความมีอำนาจสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีสภา รักษาหลักการแบ่งแยกอำนาจ การคานอำนาจ การตรวจสอบอำนาจระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ คนไทยกลุ่มนี้ได้ออกมาสู้กับ “ทรราชเสียงข้างมาก” ที่คิดว่า เมื่อได้รับเลือกเป็นเสียงข้างมากแล้วจะทำอะไรก็ได้ ทั้งที่เขาให้ทำและออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินและของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของครอบครัวและพรรคพวก ประชาชน สื่อ องค์กรอิสระออกมาจับมือกันตรวจสอบและคานอำนาจในระบอบประชาธิปไตย

รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน ตามหลักการประชาธิปไตย ละเลยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ แม้แต่ประเด็นการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ต้องเอาภาษีของประชาชนไปจ่ายคืนทั้งหมด 5 ล้านล้านบาท โดยใช้เวลา 50 ปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนและลูกหลานที่จะเกิดมาต้องรับผิดชอบต่อ ก็ไม่มีการถามประชาชน รัฐบาลละเลยสิ่งที่ประธานาธิบดีลินคอล์นของสหรัฐเคยพูดว่า “มติมหาชนเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศนี้”

รัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศมาแล้วร่วม 2 ปี แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงไม่กล้าแถลงผลงาน พอเข้ามาก็บริหารจัดการน้ำผิดพลาดทำให้ชาติเสียหายกว่า 2.4 ล้านล้านบาท คนไทยเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ปีต่อมาเกิดภัยแล้งกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ รัฐมนตรีแก้ปัญหาด้วยการบอกว่าพอฝนมาก็หายแล้ง คนไทยไม่เคยตายเพราะแล้ง พอถามว่า หากงบน้ำที่กู้มา 3.5 แสนล้านบาทแล้วยังน้ำท่วมเช่นปี 2554 อีก ท่านจะทำอย่างไร รัฐมนตรีตอบว่า ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน อาหารและข้าวของแพงทั่วประเทศ รัฐมนตรีแก้ไขปัญหาด้วยการเปลี่ยนร้านโชห่วยเป็นโชว์สวย ไข่แพง รัฐมนตรีบอกว่าเพราะอากาศร้อน ไก่จึงออกไข่น้อย (หากฝนมาอากาศเย็นขึ้นไข่คงถูกเอง) ผักแพงเพราะน้ำท่วม (พอน้ำลดผักก็ถูก) ราคาน้ำยางตกเพราะมียางมากเกินไป ให้ตัดต้นยางทิ้ง การทุจริตคอร์รัปชั่นที่รุนแรงและกว้างขวางมากขึ้น รัฐบาลล้มเหลวในการแก้ไขความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลไม่สนใจจัดการกับกลุ่มคนที่จาบจ้วง คุกคามองค์พระประมุขของชาติที่ทรงชราภาพและประชวรเพราะทรงงานหนักมา 60 ปี ทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่ารัฐบาลรู้เห็นเป็นใจ

ในขณะที่หนี้กำลังท่วมประเทศ รายได้ประชาชนเพิ่มไม่ทันรายจ่ายเพราะค่าครองชีพพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ยาเสพติดระบาดอย่างรุนแรง แทนที่รัฐบาลจะมุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แต่กลับเร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญ และฟอกผิดผู้ก่อการร้าย ทุ่มโครงการประชานิยมเพื่อหาเสียง โดยไม่คำนึงว่าจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างมากมายแก่ประเทศชาติในระยะยาว คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึก “สิ้นหวัง” กับรัฐบาลชุดนี้ ขณะเดียวกันก็เริ่มเกิด “โทสะ” กับวิธีแก้ปัญหาของรัฐบาล

จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมจึงเกิดปรากฏการณ์ “ไทยสปริง” และ “กายฟอว์กส์” ระบาดในสื่อออนไลน์ในช่วงเวลานี้ และคงจะมีปรากฏการณ์อื่นๆ ตามมาเป็นระยะ บวกกับปรากฏการณ์ “เดินทางไกล” ของชาวบ้านต่างจังหวัดที่ประสบความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ การที่วาทะของ “ชัย ราชวัตร” และ “แฮ็กเกอร์” ได้รับการตอบสนองจากสังคมอย่างสะใจ คำว่า “กะหรี่” “หญิงชั่วสำส่อน” “อูลันบาตอแหล” และ “หญิงขายชาติ” กลายเป็นคำฮิตไปแล้ว เป็นการสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อนายกรัฐมนตรีที่สะสมเพิ่มขึ้นทุกที คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มีความคิดเห็นเหมือนกันที่มารวมตัวกันภายใต้หน้ากากขาวกาย ฟอว์กส์ ในการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการที่ไร้ความสามารถในการบริหารบ้านเมือง เป็นเหมือนกับดินระเบิดที่ถูกสะสมไว้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

รัฐบาลอย่าดูถูกพลังบริสุทธิ์พวกนี้ วาทะของ วิกเตอร์ ฮิวโก ที่ว่า “การบุกรุกของกองทัพนั้น ต้านทานได้ แต่การบุกรุกของความคิด เมื่อมาถึง ไม่มีใครต้านทานได้เลย” กำลังพิสูจน์ตัวมันเอง ส่วนผู้อ่านเลือกเอาก็แล้วกันว่าจะอยู่ข้าง “ไทยกู้ชาติ” หรือ “ไทยขายชาติ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท