
หนังโรงใหญ่กับเรื่องที่คนไทยควรรู้
ค่ายภาพยนตร์ไทยที่ผลิตหนังค่อนข้างสม่ำเสมอนั้น มีอยู่ 20 ราย เป็นรายย่อยเสีย 14 รายที่คนไทยคุ้นชื่อก็มีสัก 6 ราย เช่น สหมงคลฟิล์ม,จีทีเอช, ไฟว์สตาร์, อาร์เอส, พระนคร, M39เป็นต้น
ค่ายภาพยนตร์ไทยที่ผลิตหนังค่อนข้างสม่ำเสมอนั้น มีอยู่ 20 ราย เป็นรายย่อยเสีย 14 รายที่คนไทยคุ้นชื่อก็มีสัก 6 ราย เช่น สหมงคลฟิล์ม,จีทีเอช, ไฟว์สตาร์, อาร์เอส, พระนคร, M39เป็นต้น
20 รายนี้ รวมกันผลิตหนังไทยได้เฉลี่ยปีละ60 เรื่อง (ปี 2551 ผลิตออกฉาย 52 เรื่อง ปี 2552 ผลิต 54 เรื่อง ปี 2553 ผลิต 63 เรื่อง และปี 2554 ผลิต 73 เรื่อง)
ส่วนธุรกิจนำเข้าภาพยนตร์จากต่างประเทศทั้งหนังฝรั่ง จีน แขก เกาหลี รวมทั้งการ์ตูนเข้าโรงฉายต่างๆ นั้น มีผู้ประกอบการ 5 ราย รวมกันนำเข้ามาฉายในโรงหนังไทยประมาณเกือบ 200 เรื่อง (ปี 2552 นำเข้า 195 เรื่อง ปี 2553 นำเข้า 182 เรื่อง และปี 2554 นำเข้า 222 เรื่อง) ไม่นับที่เป็น DVD หรือที่ฉายใน TV นะครับ
คงพอจินตนาการได้ละครับว่า...คนไทยมีหนังไทยให้ดูน้อยกว่ามีหนังนอกมาให้เลือกเกือบ3 เท่า
แต่ความต้องการหนังไทยของตลาดไทย กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว...เพราะห้างสรรพสินค้ากำลังผุดขึ้นตามหัวเมืองต่างๆ ไม่หยุด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลัก
ห้างที่มีร้านอาหารชื่อดัง มีแบรนด์ที่คนรู้จักย่อมได้เปรียบกว่าห้างที่ไม่มี
ห้างที่มีโรงหนังจะได้เปรียบกว่าห้างที่มีแต่สินค้าบวกอาหารเฉยๆ
ห้างรุ่นใหม่จึงเน้นสิ่งที่จะดึงดูดลูกค้ามาเดินมาเยี่ยมบ่อยๆ เมืองใหญ่ในต่างจังหวัดทั่วทุกภาคกำลังเติบโตด้วยพลังของคนชั้นกลางรุ่นใหม่ ทุนจึงสะพัดไปตามเมืองที่มีศักยภาพเหล่านี้ ยิ่งใน 20 ปีที่ผ่านมา สถาบันการศึกษาระดับสูง เช่น วิทยาลัยและโรงเรียนนานาชาติผุดขึ้นมากมาย วัยรุ่นวัยเรียนเป็นวัยที่ชอบสินค้าแฟชั่นแทบทุกแบบ และที่สำคัญชอบอะไรใหม่ๆ สินค้าในชั้นวางของห้างจึงเปลี่ยนทุกฤดู หรือ 3 เดือนเปลี่ยนที แต่โรงหนังนั้นเปลี่ยนกันแทบทุก 2 สัปดาห์ ในขณะที่เมนูอาหารตามร้านแทบไม่เปลี่ยนเลย นานทีปีหนจึงจะมีอาหารแปลกตาแปลกลิ้นโผล่มา
คนต่างจังหวัดจึงโหยหาภาพยนตร์ไทย เพราะมอบความทันสมัยที่รู้สึกใกล้ตัวมากกว่าดูหนังต่างประเทศ
พูดง่ายๆ ดูแล้วเลียนแบบ...ฝันตามได้...เข้าใจมุข...เข้าใจทุกถ้อยคำ และท่าทางของนักแสดงได้ไม่เหมือนดูหนังต่างประเทศที่ส่วนใหญ่จะไปดูบทแอ็กชั่น ฉากพิสดาร อวกาศ เรือดำน้ำ ตื่นตา แต่ก็อาจไม่แน่ใจว่าเข้าใจทุกมุข เข้าใจทุกคำ? แม้จะอ่านซับไตเติ้ลทันก็เถอะ
หนังใหญ่จากฮอลลีวู้ดเกรดดีๆ ลงทุนสูงเรื่องหนึ่งๆ ลงทุนเบาะๆ ก็ 100200 ล้านบาทส่วนหนังไทยนั้น ถ้าไม่นับหนังฟอร์มยักษ์อย่างหนังย้อนยุคบุกรบสมัยอยุธยาแล้วละก็เฉลี่ยเรื่องหนึ่งลงทุนประมาณ 3040 ล้านบาทบางครั้งและบ่อยครั้งลงทุนต่ำกว่า 10 ล้านบาท/เรื่อง
ทุนน้อย เป็นคำอธิบายได้...แต่มันกำลังจะต้องค่อยๆ เปลี่ยนไป หนังที่ใช้บทพูดเยอะๆ แต่ดัง โกยเงินทั่วโลกได้มีไม่มากหรอกครับ...อันที่จริง...เกือบไม่มีเลยด้วยซ้ำในบางปี
หนังที่ก้าวไปทำรายได้ในสากล มักแสดงออกผ่านภาษาสากลของมนุษย์ ดาราไม่จำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนหรอกครับ เพราะท่อนนี้ใส่เสียงพากย์แปลเข้า ก็พอไปได้
คืนที่เขียนต้นฉบับนี้ผมอยู่ที่ปักกิ่ง CCTV 6กำลังฉายละครไทยที่เราเคยดูเมื่อ 23 ปีที่แล้วให้คนจีนทั่วประเทศดู ติ๊ก เจษฎาภรณ์ พูดและพากย์ทับด้วยเสียงภาษาจีน นางเอก นางร้ายเข้าบทด้วยเสียงพากย์ภาษาจีนอย่างเนียนสนิทแต่ภาษาสากลที่คนผิวไหนภาษาใดก็เข้าใจได้เท่าที่ผ่านมา...เช่นฉากต่อสู้ ซึ่งข้อนี้มวยไทยแสดงอัตลักษณ์ได้ชัดเด่นมาก...ฉากผี ฉากวิญญาณ เพราะความกลัวผี กลัวความมืด เป็นสากลของคนทุกยุค ทุกชาติมายาวนานยิ่ง...เพียงแต่ในจีนคณะกรรมการเซ็นเซอร์จะไม่ยอมให้หนังภูตผีวิญญาณเข้าฉาย แต่ถ้าเป็นเทพกับปีศาจเขายอม
แม้เรายังไม่อาจลงทุนสร้างฉากจินตนาการให้ล้ำหน้า หรือฉากอุปกรณ์เครื่องรบพุ่งอันยิ่งใหญ่ ตระการตาได้ทันที แต่เราก็ควรสนับสนุนให้เกิดกองทุนรวม ในการช่วยให้มีเว็บรวมหนังโฆษณาหนังไทยครบทุกเรื่อง แยกประเภท แยกปีของหนัง และสามารถซื้อหนังไทยออนไลน์ที่พากย์เป็นภาษาที่ตลาดต่างๆ ในโลกต้องการได้ และจัดงบกลางเพื่อลงทุนร่วมในอุปกรณ์หลายชนิด เพื่อทำให้กองถ่ายต่างๆ ของไทย สามารถเช่ายืมไปใช้ในฉากของตัวได้ในราคาที่ไม่แพงและผ่อนจ่ายคืนได้เมื่อหนังเข้าฉายทำเงินแล้ว
ถึงจุดนั้นเมื่อไหร่...ทั้งคนไทยและชาวโลกจะตะลึงว่า...เราทำได้อย่างนี้เชียวหรือเนี่ย...!







