posttoday
สังศิตแนะรัฐบาลคุมรางวัลชาเขียว

สังศิตแนะรัฐบาลคุมรางวัลชาเขียว

30 พฤษภาคม 2556

นักวิชาการชี้ลุ้นรางวัลชาเขียวเข้าข่ายพนัน มอมเมาประชาชน แนะออกกฎหมายควบคุมธุรกิจเสี่ยงโชค

นักวิชาการชี้ลุ้นรางวัลชาเขียวเข้าข่ายพนัน มอมเมาประชาชน แนะออกกฎหมายควบคุมธุรกิจเสี่ยงโชค

นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยรายงานการวิจัยเรื่องการพนันหรือการเสี่ยงโชค ว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายจัดรายการเสี่ยงโชคจำนวนมาก ซึ่งเป็นการมอมเมาประชาชน รัฐบาลจึงควรมีการบริหารจัดการหรือการออกกฎหมายขึ้นอีกฉบับหนึ่งที่ใช้ดูแลควบคุมธุรกิจเสี่ยงโชค

นอกจากนี้ ควรจัดตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา เพื่อดูแลเรื่องการอนุญาตการจัดรายการชิงโชคของภาคธุรกิจเอกชนให้เกิดความเหมาะสม ไม่ให้เข้าข่ายเอารางวัลมามุ่งการเสี่ยงโชคจนเกินเลย เช่น การลุ้นรหัสใต้ฝาชิงรางวัล กลายเป็นการมอมเมาประชาชน และทำให้คนบริโภคสินค้าเกินความจำเป็น

นายสังศิตได้ยกตัวอย่างว่า งานวิจัยได้ศึกษาการแข่งขันทางธุรกิจอย่างรุนแรงของบริษัทชาเขียว 2 แห่ง ซึ่งมีการแจกทองคำมูลค่า 1 ล้านบาททุกวัน เป็นเวลายาวนานติดต่อกันถึง 60 วัน และมีการแจกโทรศัพท์ไอโฟน 5 วันละ 10 เครื่อง ขณะที่อีกบริษัทหนึ่งแจกทองคำมูลค่า 1 หมื่นบาท ทุกชั่วโมง รวม 8 ครั้งต่อวัน การชิงโชคในลักษณะนี้เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นการพนัน เพราะมีผลลัพธ์เกิดขึ้นทุกวันและทุกชั่วโมงของเวลาทำการ ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ออกทุก 15 วัน หรือการเสี่ยงโชคด้วยการซื้อสลากออมสิน หรือสลากออมทรัพย์ทวีสิน ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

“ธุรกิจชาเขียวมีมูลค่าตลาดสูงถึงปีละ 1.41.5 หมื่นล้านบาท บริษัทจึงใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการกระตุ้นยอดขาย จนกลายเป็นการมอมเมาประชาชน ทำให้ส่งเสริมพฤติกรรมการเสี่ยงโชคเป็นเรื่องที่น่าทดลอง เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ทำให้คนเชื่อว่าสามารถได้สิ่งที่ต้องการโดยง่าย สนุก ไม่เหนื่อย ไม่ต้องทำงาน รอคอยโชควาสนา หากไม่ควบคุมเชื่อว่าสินค้าหลายตัวจะนำกลยุทธ์เช่นนี้ไปใช้ จนกลายเป็นปัญหาของสังคมไทยได้”

ทั้งนี้ การตั้งคณะกรรมการควบคุมการเสี่ยงโชค ควรเข้าไปดูเรื่องความถี่ทั้งการออกรางวัลและการโฆษณาให้มีความถี่ที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินคำว่าเสี่ยงโชค เพื่อควบคุมไม่ให้ประชาชนหลงมอมเมามากเกินไป

ขณะที่นายรัตพงษ์ สอนสุภาพ ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ผู้นำทางสังคมธุรกิจและการเมือง วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจการพนันของโลกและของไทยในรอบหนึ่งทศวรรษว่า ในปี 2553 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สำรวจพบว่า ทั่วประเทศมีการเล่นการพนัน 46.2 ล้านคน

ขณะที่จำนวนเงินเล่นการพนันทั่วประเทศมีมากกว่า 3.57 แสนล้านบาท เพิ่มจากผลสำรวจปี 2546 ที่มีวงเงินพนันกว่า 3.24 แสนล้านบาท ซึ่งแยกได้เป็นหวยใต้ดินกว่า 1.02 แสนล้านบาท สลากกินแบ่ง 7.67 หมื่นล้านบาท พนันในบ่อน 4.63 หมื่นล้านบาท พนันฟุตบอล 3.8 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ พบว่า จำนวนบ่อนการพนันทั่วประเทศมีกว่า 1,500 แห่ง มีผู้เล่นประมาณ 45 ล้านคนต่อปี เงินหมุนเวียน 68 แสนล้านบาท บ่อนการพนันในพื้นที่กรุงเทพฯ มี 1522แห่ง เงินหมุนเวียนปีละ 1.82 แสนล้านบาทต่อปี


ทั้งนี้เห็นว่ามีหลายประเทศผ่อนคลายและอนุญาตให้เเปิดบ่อนการพนันมากขึ้น โดยกระแสเริ่มมายังประเทศในภูมิภาคเอเซีย นับจากมาเก๊า มาจนถึงจีนและสิงค์โปร์ที่อนุญาติให้เอกชนเข้ามาบริหารกิจการบ่อนการพนันที่มารีน่าเบย์ และนำรายได้ส่วนหนึ่งนำส่งเข้ารัฐ กลายเป็นการบีบให้ประเทศไทยต้องหันมาพิจารณาเรื่องดังกล่าว เพราะประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม พม่า ลาว มีการเปิดบ่อนพนันแล้วทั้งนั้น ดังนั้นรัฐควรพิจารณาและศึกษาเรื่องดังกล่าวให้รอบด้านว่า ควรจะมีการเปิดบ่อนที่ถูกกฎหมายเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือก หรือเพิ่มเป็นการเพิ่มรายได้ ซึ่งจะมาจากการท่องเที่ยว รวมถึงดูผลกระทบที่จะเกิดในสังคมด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท