'ฝายใต้ทราย' ภูมิปัญญาท้องถิ่นแก้ภัยแล้
8...อัศวิน พินิจวงศ์
สถานการณ์ภัยแล้งของ จ.ตาก ซึ่งเป็นจังหวัดในอันดับต้นๆ ที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง
“เมืองระแหง” ชื่อเรียก จ.ตาก มาตั้งแต่โบราณ สะท้อนความร้อนแล้งของพื้นที่นี้ได้อย่างดี ยิ่งในปีนี้ภัยแล้งส่งผลกระทบหนัก การแจกจ่ายน้ำช่วยเหลือชาวบ้านของทางราชการก็ไม่เพียงพอ ภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของชาวบ้านจึงถูกนำกลับมาใช้“
เมื่อน้ำไม่มีอยู่บนดิน ก็ต้องอยู่ใต้ดิน” เมื่อนำน้ำบนดินมาใช้งานไม่ได้ ก็ต้องพยายามเอาน้ำใต้ดินมาใช้ให้ได้ นี่คือคำพูดของปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งเป็นที่มาของการสร้าง “ฝายใต้ทราย แกนดินเหนียว” ภายใต้แนวคิดที่ว่า “น้ำในหน้าฝนน่าที่จะเหลืออยู่ใต้ผิวทราย” ซึ่งฝายใต้ทรายแกนดินเหนียวฝายใต้ดินมี 3 ขั้น คือ 1.ขุดลอกทรายในร่องน้ำถึงระดับผิวดินให้มีความกว้างประมาณ 2 เมตร ขวางแนวลำน้ำ หรือลักษณะตั้งฉากกับแนวลำน้ำจากฝั่งหนึ่งถึงฝั่งหนึ่ง 2.นำดินเหนียวมาถม และอัดให้แน่นแทนที่ทรายที่ได้ขุดลอกออกไป โดยถมอัดแน่นให้ได้ระดับเสมอพื้นผิวร่องลำน้ำ หรือระดับเดียวกับพื้นผิวทรายก่อนการขุดลอก และ 3.นำหินมาทับบริเวณหน้าดิน ให้มีความสูงพอประมาณ 1030 เซนติเมตร เพื่อหมายแนว และป้องกันการพังทลาย การกัดเซาะของน้ำ
“
ฝายใต้ทราย” เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน ที่สร้างฝายด้วยแกนดินเหนียว เป็นแกนกลางกั้นน้ำใต้ดิน ขณะที่พื้นที่ใต้ดินเป็นหินแกรนิตที่น้ำไม่สามารถซึมลึกไหลลงดิน เมื่อก่อสร้างฝายใต้ทราย และมีการกั้นทรายและใช้หินเรียงอยู่ด้านบน จะสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี นับเป็นการใช้งบประมาณเพียงเล็กน้อย แต่แก้ไขภัยแล้งได้ผลคุ้มค่าอย่างยิ่งนายสามารถ ลอยฟ้า ผวจ.ตาก กล่าวว่า จ.ตาก ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างฝายใต้ทรายแกนดินเหนียว ซึ่งได้ทดลองและศึกษาผลสัมฤทธิ์ พบว่าได้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะการปลูกพืชสวนองุ่น มะนาว และพืชไร่ มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรตลอด
“
ในปีงบประมาณปี 2553 จะขยายให้ครอบคลุมครบ 10 ตำบลในเขต อ.เมืองตาก และขยายไปในพื้นที่ 4 อำเภอโซนตะวันออกของตาก ประกอบด้วย อำเภอเมือง บ้านตาก วังเจ้า และสามเงา ให้ครบทุกหมู่บ้านในพื้นที่แล้งรุนแรงซ้ำซาก ใช้งบประมาณก่อสร้างแห่งละ 3 หมื่น1 แสนบาท ภายใต้แผนยุทธศาสตร์จังหวัด เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งดีกว่าการสร้างฝายโครงสร้างเสริมเหล็กและฝายถุงปุ๋ย ฝายแม้ว ที่ใช้งานได้เพียงหน้าฤดูฝนในแต่ละปีเท่านั้น” ผวจ.ตาก กล่าว

